เช้าวันหนึ่งต้นเดือนพฤศจิกายน ข้อความฟอร์เวิร์ดอีเมลจากคุณกฤษณา แก้วปลั่ง ผู้จัดการสมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยปรากฏขึ้นบนหน้าจอ คอมพิวเตอร์ของผม เป็นข้อความที่ถูกส่งต่อมาจากสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่งของสมาคมอนุรักษ์นกฯ เป็นข้อความที่ทำเอาผมได้แต่อึ้งและเครียดไปตลอดเช้าวันนั้น ข้อความและแหล่งที่มาที่ว่ามีดังนี้
นกเงือกหัวแรด หายากมากๆ เลี้ยงตั้งแต่ลูกป้อน อายุ 2 ปี เชื่องสุดๆ ราคา: 12000 บาท
สนใจติดต่อคุณ: xxxxx xxxx IP xx.xx.xx.xx ได้ที่ โทร/e-mail: xxxxx@yahoo.com
ครับ มันคือข้อความประกาศขายนกเงือกหัวแรด นกเงือกหายากที่สุดชนิดหนึ่งของบ้านเราอย่างเปิดเผยในเว็บไซต์ขายของมีชื่อ นกเงือกหัวแรดเป็นนกขนาดใหญ่มีโหนกสีส้มแดงขนาดใหญ่งอนขึ้นคล้ายนอแรด เป็นนกเงือกที่อาศัยอยู่เฉพาะในป่าดิบทางตอนใต้สุดของประเทศเช่นบริเวณ อุทยานแห่งชาติทะเลบัน อุทยานแห่งชาติบูโด สุไหงปาดี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา แน่นอนว่านกเงือกหัวแรดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย ซึ่งห้ามมิให้ผู้ใดค้าหรือครอบครอง
ผมเลื่อนลงมาดูข้อความอื่นๆ ก็พบว่ารายชื่อนกที่ประกาศขายกันนั้นหลากหลายจนน่ากลัว
ทุกข้อความต่างบรรยายสรรพคุณสินค้าอย่างน่าดึงดูด พร้อมกับราคาและรายละเอียดสำหรับการติดต่ออย่างครบถ้วน ทั้งเบอร์โทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ อีเมล
มันทำให้ผมนึกไปถึงนกแต้วแล้วยักษ์ตัวเมียที่ถูกนำมาวางขายอย่างโจ๋งครึ่ม กลางตลาดนัดซันเดย์เมื่อสองปีที่แล้วซึ่งคนขายไม่ได้ปิดบังหรือรู้สึกผิดแต่ อย่างใด “น่ารักนะจ๊ะ หายากมากเลยนะตัวนี้ เพิ่งได้มาจากยะลา สองพันเก้าเองเอามั๊ย” แม่ค้าเอ่ยปากเชิญชวนผม มันเป็นฝันร้ายกลางวันแสกๆ ของวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าเพราะนกชนิดดังกล่าวเป็นนกป่าประจำที่ราบต่ำที่หา ยากที่สุดชนิดหนึ่ง แน่นอนที่สุดว่านกแต้วแล้วตัวนั้น และนกอื่นๆอีกมากมายถูกจับมาจากป่า
แม้ในปัจจุบันนกบางชนิดในประเทศไทยจะได้รับการยกเว้นให้มีการเพาะเลี้ยงได้ แต่การค้านกป่าส่วนใหญ่ยังคงเป็นกิจกรรมผิดกฎหมายที่คุกคามความอยู่รอดของนก ในธรรมชาติ เพราะตามประกาศกฎกระทรวงปีพ.ศ. 2546 ที่กำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ มีนกจำนวน 42 ชนิดเท่านั้นจากนก 952 ชนิดซึ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้รับการยกเว้นให้มีการเพาะพันธุ์ได้ และทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมีการขออนุญาตอย่างถูกต้องจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
การอนุญาตให้มีการเพาะเลี้ยงนกบางส่วนแม้จะเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาการ เลี้ยงสัตว์ป่าที่เรื้อรังตามสภาพความเป็นจริง แต่ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้มีการลักลอบนำนกหายากจากป่าเข้ามาขายปะปน ด้วยเสมอ หรือมีการนำนกที่จับมาจากธรรมชาติมาขายแทนเพราะต้นทุนถูกกว่าการเพาะเลี้ยง
ทุกวันนี้ขบวนการลักลอบค้านกป่านับเป็นปัญหาด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติที่ สำคัญที่สุดปัญหาหนึ่ง เป็นขบวนการที่เต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพลและผลประโยชน์ เป็นขบวนการทำลายธรรมชาติที่กำลังรอให้มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าต้นตอของปัญหาการค้านกป่าแท้จริงแล้วก็คือความต้องการและ ค่านิยมในการเลี้ยงนก จะกล่าวว่าเป็นวัฒนธรรมโบราณที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยมนุษย์เพิ่งเริ่มจะหัด เดินสองขา หลังตั้งตรงก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะในสมัยโน้นมนุษย์อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและคุ้นชินกับการพึ่งพาอาศัยใช้ ประโยชน์จากป่าเป็นหลัก สัตว์ชนิดไหนใช้การได้ดี มีลักษณะสวยงามก็ถูกนำมาเป็นสัตว์เลี้ยง ครั้นมนุษย์เริ่มต้นอยู่เป็นหลักเป็นแหล่งชุมชนเมืองจึงเกิดขึ้น และเกิดความต้องการที่จะมีส่วนหนึ่งของธรรมชาติอยู่ใกล้ๆ สมัยก่อนไม่มีสัตว์เลี้ยงอย่างเช่นทุกวันนี้ การจับสัตว์จากธรรมชาติมาเป็นสัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่เรื่องแปลก และกลายเป็นค่านิยมฝังลึกสืบทอดกันมา
แปลกแต่จริงที่มนุษย์มีการพัฒนาความรู้และเทคโนโลยีขึ้นมากมาย แต่ค่านิยมบางอย่างก็ยังดำรงอยู่มาจนปัจจุบัน แม้เราจะรู้แล้วว่าทุกวันนี้ธรรมชาติหาได้สมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน ผืนป่ากว้างใหญ่ถูกบุกรุกทำลายเหลือเพียงหย่อมเล็กหย่อมน้อย สัตว์ป่าที่เคยมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ก็ร่อยหรอและทยอยสูญพันธุ์กันไปทีละ ชนิดๆ รู้ทั้งรู้ว่ามนุษย์เป็นสาเหตุ เป็นตัวการของความเสื่อมโทรมลงของธรรมชาติและสัตว์ป่า แต่มนุษย์กลุ่มหนึ่งก็ยังคงหากินและกอบโกยผลประโยชน์จากธรรมชาติอย่างไม่ ทุกข์ร้อน
เมื่อค่านิยมในการครอบครองสัตว์ป่าเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยงยังคงอยู่ ตลาดค้าขายสินค้าดังกล่าวย่อมไม่หายไปไหน “สัตว์เลี้ยง” ในความหมายนี้จึงหมายถึง “สัตว์ป่า” ทั้งที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงและได้มาจากการจับในธรรมชาติ นกป่าที่ร้องเพลงได้เพราะ (Songbird) เป็นหนึ่งในสินค้ายอดนิยมเช่นนกกระราง นกปรอด นกกางเขนดง ส่วนนกที่มีสีสันสดใสมีลักษณะสวยงามเหมาะสำหรับการตกแต่ง (Ornamental Cage bird) ก็เป็นอีกกลุ่มที่ไม่น้อยหน้า เช่น นกขุนแผน นกโพระดก ในขณะเดียวกันนกหายากดูสูงค่า (Novelty pet) ราคาแพงก็เป็นที่ต้องการของผู้สะสม เพื่อเป็นการแสดงฐานะทางสังคม ยิ่งหายากและห้ามซื้อห้ามขายก็ยิ่งทำให้นกชนิดนั้นราคาแพงเป็นที่ต้องการมาก ขึ้นไปอีก แถบบ้านเราคงเป็นพวกนกเงือก หรือนกที่นานๆ จะมีการจับได้สักครั้งอย่างเช่นนกแต้วแล้ว เหยี่ยว ในระดับโลกแม้แต่นกที่สูญพันธุ์ไปแล้วจากธรรมชาติเช่นนกแก้ว Spix’s Macaw ในอเมซอนซึ่งเหลือประชากรในที่เพาะเลี้ยงไม่กี่สิบตัว ก็มีการลักลอบนำมาขายกันในตลาดมืดด้วยราคาสูงลิบลิ่ว
การจับนกเพื่อการค้ามีเทคนิคหลายแบบ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการที่ไม่เฉพาะเจาะจงกับนกชนิดใดชนิดหนึ่ง เพราะไม่ว่าจะจับนกชนิดอะไรได้ก็มักจะมีพ่อค้าคนกลางรับซื้อเสมอ และสิ่งที่พรานดักนกเรียนรู้ก็คือ ยิ่งหายาก หรือมีลักษณะแปลกๆ เท่าไหร่ก็ยิ่งขายได้ราคาดี คนรับซื้อก็ดีใจเพราะสามารถสร้างแบรนด์ให้กับตัวเองได้ว่ามีของหายากมา จำหน่าย การดักนกและจับสัตว์ส่วนใหญ่จึงยึดหลัก อะไรก็ได้ ถ้าได้ตัวหายากก็ถือว่าวันนั้นโชคดีไป
เทคนิคหลักๆ สามประการในการจับเป็นนกเพื่อนำมาขายคือการใช้ตาข่าย (Net) กาวดัก (Lime) และแร้วดักขา (leg-snare) นอกจากนี้วิธีดั้งเดิมอีกแบบหนึ่งที่นิยมใช้ก็คือการขโมยลูกนกจากรังโดย เฉพาะ นกแก้ว นกเงือก นกขุนทอง เหยี่ยว นกอินทรี และนกฮูก พรานดักนกมักรู้ตำแหน่งประจำของรังนก และเข้าไปขโมยเก็บลูกนกเป็นประจำทุกปี มีรายงานว่าเหยี่ยวขาวถูกจับจากรังตั้งแต่ยังเป็นลูกนก และพบว่ารังของนกแขกเต้าบนต้นไม้สูงในกลุ่มตะแบก ( Lagerstroemia sp. ) บริเวณถนนด้านทิศเหนือก่อนถึงอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ล้วนพบว่ามีทอยไม้ซึ่ง ชาวบ้านตอกเป็นบันไดไต่ขึ้นไปยังรังเพื่อเก็บลูกนก นอกจากนี้มีรายงานว่าบางครั้งคนจับนกมีการใช้ไม้ชุบกาวดักยื่นลงไปในโพรงให้ ลูกนกติดแล้วจึงดึงเอาตัวลูกนกขึ้นมา
การใช้ตาข่าย: พรานดักนกมักขึงตาข่ายดักในจุดสำคัญๆ เช่นต้นไทรที่กำลังมีผลสุกหรือแหล่งน้ำเพื่อจับนกในขณะบิน ส่วนนกที่หากินตามพื้นดินหรือผิวน้ำเช่น นกเป็ดน้ำ นกอัญชัน ตาข่ายมักจะถูกขึงไว้ในพงหญ้าหรือกอกก หลังจากนั้นก็ให้คนไล่ให้นกตกใจและบินเข้าไปติดในตาข่าย ตัวอย่างนกที่ดักได้ด้วยวิธีนี้ได้แก่ เป็ดแดง นกกะรางหัวหงอก นกขุนทอง นกกระติ๊ด นกกระจอกชวา นกชายเลน ตาข่ายดักนกสามารถพบเห็นได้ง่ายตามที่โล่งรอบกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ในที่ราบภาคกลาง ส่วนใหญ่เป็นตาข่ายสำหรับดักนกเขาใหญ่หรือนกเขาหลวง Spotted Dove มีการใช้ตาข่ายดักนกกระติ๊ดแดง Red Avadavat ที่มีนบุรีและลาดกระบัง ชานเมืองทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ
การใช้กาวดัก: เทคนิคที่นิยมใช้คือการใช้นกต่อ อาจจะผูกไว้กับต้นไม้หรือใส่กรงไว้ หลังจากนั้นก็ทากาวดักนกให้ทั่วกิ่งก้านสาขา รวมไปถึงบนพื้นบริเวณนั้น เมื่อนกต่อเริ่มส่งเสียงร้อง นกอื่นๆที่อยู่ในบริเวณจะเข้ามาดู ซึ่งอาจต้องการขับไล่ให้ไปจากอาณาเขต หรืออาจเข้ามาดูว่ามีแหล่งอาหารที่น่าสนใจหรือไม่ อีกวิธีหนึ่งก็คือใช้กาวดักทาให้ทั่วไม้แล้วนำไปติดตั้งไว้ในบริเวณที่นกใช้ ประโยชน์เช่น ใกล้แหล่งน้ำ บนต้นไทรที่กำลังมีลูก นกที่เข้ามาติดกาวจะถูกคนดักแกะให้หลุดออก ซึ่งบางครั้งขั้นตอนนี้อาจทำให้นกบาดเจ็บได้ นกที่ถูกจับด้วยวิธีนี้บ่อยๆ ได้แก่ นกกางเขนดง นกกางเขนบ้าน นกเดินดงหัวสีส้ม นกขมิ้นท้ายทอยดำ นกโพระดก
การใช้แร้วดักขา: แร้วแบบนี้ทำด้วยลวดเส้นเล็กๆ ดักไว้ตามทางเดินสัตว์ในป่าซึ่งนกหากินบนพื้นขนาดใหญ่มักจะใช้ พรานจะติดตั้งแร้วในระดับที่จับขาได้พอดีโดยไม่ทำอันตรายนกถึงชีวิต แร้วประเภทนี้อาจใช้ดักในรังเหยี่ยวหรือนกอินทรีเพื่อจับนกตัวเต็มวัยด้วย ตัวอย่างนกที่จับได้ด้วยวิธีนี้ได้แก่ นกกระทาดง ไก่ฟ้า นกหว้า และเหยี่ยวต่างสี
แต่ไม่ว่าจะจับด้วยวิธีใดก็ตามต้องไม่ลืมว่านกที่ถูกจับมาจากธรรมชาติส่วน ใหญ่มีอัตราการตายสูงมาก ทั้งจากภาวะความเครียด การบาดเจ็บระหว่างการขนส่ง สภาพแวดล้อมที่ผิดธรรมชาติ และนกจำนวนมากยังถูกลักลอบจับในขณะที่ยังเป็นลูกนกซึ่งทำให้โอกาสรอดยิ่ง น้อยลงไปอีก นกที่รอดชีวิตมาอยู่ในกรงวางขายอยู่ในตลาดเป็นตัวแทนของนกนับสิบนับร้อย ชีวิตที่ตายระหว่างทาง
การล่าและดักจับนกจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชากรของนกชนิดนั้นๆ ยิ่งถ้าเป็นนกหายากการสูญเสียประชากรด้วยสาเหตุดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อความ อยู่รอดของประชากรกลุ่มนั้นๆ ได้ เช่นการลักลอบจับนกแต้วแล้วท้องดำเพื่อส่งขายในอดีต นอกจากนี้นกส่วนใหญ่ล้วนมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ การสูญเสียประชากรของนกดังกล่าวอย่างผิดธรรมชาติ ย่อมส่งผลกระทบลูกโซ่มากมาย เช่นทำให้ป่าเสื่อมโทรมลงอันเนื่องมาจากการขาดสัตว์ที่ทำหน้าที่กระจายเมล็ด พันธุ์ ขาดสัตว์ที่ควบคุมปริมาณแมลงหรือศัตรูพืชในธรรมชาติ หรือขาดสัตว์ผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร มีงานวิจัยหลายชิ้นจากป่าเขตร้อนในอเมริกาใต้ยืนยันเกี่ยวกับผลกระทบลูกโซ่ อันเนื่องมาจากสัตว์ป่าถูกล่าจนระบบนิเวศนั้นๆ ล่มสลาย
ผลกระทบที่ชัดเจนอีกอย่างของการดักและล่านกก็คือทำให้นกมีพฤติกรรมหวาดระแวง สูง ป่าที่มีการล่าและการดักนกมากๆ จึงมักจะพบและเห็นตัวนกได้ยากมาก หลายๆครั้งที่เราเดินในป่าเขียวครึ้มดูอุดมสมบูรณ์แต่กลับพบเพียงความเงียบ สงัด นักชีววิทยาภาคสนามนิยามป่าที่ไร้ร่องรอยของสัตว์ป่าว่าเป็น “ป่าที่ว่างเปล่า” หรือ Empty Forest ซึ่งกำลังเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในป่าอนุรักษ์หลายๆ แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมายความว่าผืนป่ายังคงอยู่ แต่นกและสัตว์ป่าหลายชนิดตกอยู่ในภาวะวิกฤติจนไม่อาจทำหน้าที่รักษาสมดุลตาม ธรรมชาติได้อีกต่อไป ซึ่งในที่สุดย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความอุดมสมบูรณ์ของป่าในระยะยาว
ป่าใดที่ไร้เสียงร้องของนก นอกจากจะขาดเสน่ห์แล้วยังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งว่า อนาคตของป่าผืนนั้นจะเป็นเช่นไร
เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ตลาดนัดสวนจตุจักรถูกตราหน้าจากวงการอนุรักษ์ทั่วโลกว่าเป็นแหล่ง ค้าขายนกและสัตว์ป่าขนาดใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ แม้จะมีความพยายามกวาดล้างกันหลายครั้ง หลายยุคหลายสมัย แต่ในมุมหนึ่งสวนจตุจักรยังกลับมาเป็นฝันร้ายของวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าอยู่ เสมอ
ความจริงตลาดนัดวันอาทิตย์ของกรุงเทพฯ นั้นเป็นสถานที่ซึ่งมีการค้าขายสัตว์ป่าจนเป็นที่รู้จักกันมานาน เดิมทีตลาดนี้ใช้สนามหลวง หรือทุ่งพระเมรุ หน้าพระบรมมหาราชวัง เป็นสถานที่ค้าขาย จนถูกย้ายมาที่บริเวณสวนจตุจักรช่วงปลายปีพ.ศ. 2524 การที่ตลาดย้ายมายังสถานที่ซึ่งกว้างขวาง ทำให้เกิดการขยายตลาดครั้งใหญ่ จำนวนร้านขายสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ หน่วยงานของรัฐหลายแห่งซึ่งมีที่ดินอยู่บริเวณใกล้เคียง ได้อนุญาตให้เอกชนเข้าดำเนินการใช้พื้นที่โดยรอบสวนจตุจักร เพื่อให้ผู้ค้ารายย่อยได้เช่าทำประโยชน์ต่อ อันทำให้เกิดตลาดนัดเอกชนใหม่ขึ้นอีกสองแห่งคือ ตลาดนัดซันเดย์ และตลาดนัดจตุจักรพลาซ่า พื้นที่ดังกล่าวยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสม ร้านค้าที่เกิดขึ้นหลายร้านจึงอยู่ในสภาพแออัด และกลายเป็นแหล่งชุมนุมของร้านค้าที่ลักลอบขายสัตว์ป่าผิดกฎหมาย มากกว่าบริเวณตลาดนัดหลักเสียอีก
ช่วงปีพ.ศ. 2530-31 มีการสำรวจพบนกป่าวางขายในจตุจักรถึง 276 ชนิดเป็นจำนวนกว่า 70,000 ตัว ร้อยละ 95 ของนกทั้งหมดเป็นชนิดที่พบในประเทศไทย นอกจากนั้นยังพบซากสัตว์ป่าวางขายอย่างเปิดเผยมากมายโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์พวก เขาสัตว์ หนังเสือ แต่ภายหลังมีการออกพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าปี พ.ศ. 2535 เจ้าหน้าที่ของภาครัฐเข้มงวดและเอาจริงเอาจังกับการขายสัตว์ป่าในบริเวณสวน จตุจักรมากขึ้น หลายคนรู้สึกว่าชื่อเสียของตลาดนัดจตุจักรในฐานะแหล่งค้าสัตว์ป่าคงกลายเป็น ตำนานไปแล้ว
ปลายปีพ.ศ. 2543 สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย ได้ทำการสำรวจการค้านกในตลาดนัดจตุจักรและบริเวณใกล้เคียงอีกครั้ง ระหว่างเดือนธันวาคม 2543 ถึงเดือนพฤษภาคม 2544 โดยพบว่าตลอดการสำรวจ 24 ครั้ง มีนกถูกนำมาขายทั้งหมด 121 ชนิด รวม 36,495 ตัว ในจำนวนนี้เป็นนกไทยถึง 53 ชนิด และที่น่าตกใจคือ 47 ชนิดที่นำมาขายเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย และมีจำนวนทั้งสิ้นถึง 6,215 ตัว นกที่ได้รับการอนุรักษ์ทางกฎหมายเหล่านี้ล้วนถูกจับมาจากธรรมชาติ อาทิ นกแก็ก นกแต้วแล้วหูยาว นกกระติ๊ดใหญ่ปากเหลือง นกกะรางคอคำ นกแก้วโม่ง และเหยี่ยวขาว เป็นต้น ขณะที่ผู้สำรวจแสดงตนเป็นลูกค้า ผู้ค้าจะยืนยันเสมอว่านกเกือบทุกชนิดสามารถสั่งล่วงหน้าให้ตนไปจัดหามาได้ ไม่ว่าจะเป็นเหยี่ยว นกเงือก นกหัวขวาน นกแต้วแล้ว นกพญาไฟ ฯลฯ
การสำรวจดังกล่าวยังได้บันทึกกลวิธีในการขาย ซึ่งพบว่าวันพุธ และวันพฤหัสบดีเป็นวันที่มีการค้าขายนกและสัตว์ป่ามากที่สุด โดยปกติจะมีการนำส่งนกในวันอังคารและเช้าวันพุธก่อน 8.00 น. และเริ่มต้นขายราว 11.00 น. นกที่ถูกส่งมาแล้วจะถูกนำมาวางไว้หลังแท็งค์น้ำของแผงร้านค้า เพื่อปกปิดไม่ให้คนเห็นจนกว่าจะถึงเวลาขาย คนส่งนกและสัตว์ป่าจะใช้รถกะบะขนส่ง ซึ่งบางรายจะเปิดขายจากหลังรถเลย เพื่อเป็นการสะดวกในการซ่อนหลักฐานและหลบหนี ในวันเวลาดังกล่าวจะมีลูกค้าประจำมาแวะเวียนทุกสัปดาห์ จากการพูดคุยของคณะสำรวจทำให้ได้ข้อมูลว่า ข้าราชการหลายรายเป็นลูกค้าประจำที่ซื้อนกป่าซึ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ คนขายยังอ้างด้วยว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ อย่าง แมวป่า เสือโคร่ง หรือ แม้แต่สมเสร็จ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนหนึ่งใน 15 ชนิดของประเทศไทย ก็สามารถสั่งซื้อได้ โดยสัตว์หายากเหล่านี้มักจะมีราคาแพงมาก และนำมาแสดงไม่ได้ แต่จะซ่อนไว้ในที่เก็บแห่งอื่น ลูกค้าประจำ หรือผู้ซื้อที่ต้องการจริงๆ จะมาติดต่อกับผู้ขายและรับของกันเองโดยตรง บางรายให้ข้อมูลว่ามีการส่งออกนกป่าบางชนิดออกไปขายยังต่างประเทศเป็นพันๆ ตัว เช่นนกกางเขนดงซึ่งถูกส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากมีความต้องการนกชนิดนี้สูง โดยเฉพาะตัวที่มีหางยาวสมบูรณ์ พ่อค้าบางรายเปิดเผยว่านกหายากมากๆ บางชนิด เช่น นกกระเรียน นกช้อนหอย นั้นได้มาจากตลาดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา
อาสาสมัครของสมาคมอนุรักษ์นกฯ คนหนึ่งผู้ร่วมเก็บข้อมูลในการสำรวจเล่าให้ผมฟังว่า นอกจากสัตว์ป่าที่ยังมีชีวิตจะถูกนำมาขายเป็นสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังมีร้านค้าบางแห่งขายซากสัตว์ป่า และเขาสัตว์ โดยอ้างว่าเขาส่วนใหญ่ที่วางในร้านเป็นเขาปลอมที่ทำจากเรซิน หรือไม่ก็เป็นเขาสัตว์ต่างประเทศ แต่หากทำทีเป็นสนใจสัตว์ป่าจริงๆ คนขายจะนำเอาแคตตาล๊อกซึ่งเป็นอัลบั้มรูปถ่ายมาให้ดู ภายในเป็นภาพผู้ขายถ่ายคู่กับซากสัตว์ป่าผิดกฎหมายหลายชนิด เหมือนเป็นการยืนยันว่ามีของจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นหนังเสือโคร่ง ที่ตั้งราคาอยู่ที่ 100,000 ถึง 250,000 บาทแล้วแต่สภาพ เขากระทิง เขาวัวแดง หนังเสือลายเมฆ หัวนกเงือก ถ้าต้องการซื้อก็ให้วางเงินมัดจำและจดรายการที่ต้องการสั่งเอาไว้ พร้อมกับที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ ส่วนใหญ่ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อยสองถึงสามเดือน เมื่อได้ของมาแล้วจึงจะมีการนัดส่งของโดยตรงอีกครั้ง พร้อมกับชำระเงินส่วนที่เหลือ
การค้าสัตว์ป่าที่ตลาดนัดจตุจักรนั้น แม้จะถือเป็นเพียงส่วนปลายของปัญหาที่ใหญ่โตและซับซ้อนระดับประเทศ แต่ต้องถือว่าเป็นส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นตลาดค้าส่งที่มีพ่อค้าคนกลางอยู่เป็นจำนวนมาก บุคคลเหล่านี้เองมีบทบาทสูงในการสร้างความต้องการของตลาดค้าสัตว์ป่า และทำให้เกิดการสั่งซื้อสัตว์ป่าทั่วประเทศ อันเป็นต้นตอของปัญหาอย่างแท้จริง ถ้ามีการปราบปรามผู้ค้าสัตว์ป่าในตลาดจตุจักรและบริเวณใกล้เคียงอย่างเข้ม งวด ย่อมเป็นการประกาศให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา
ภายหลังจากที่มีการบุกจับร้านค้าสัตว์ป่าในสวนจตุจักรอย่างต่อเนื่องหลาย ครั้งเมื่อปีสองปีที่ผ่านมา สถานการณ์การค้านกและสัตว์ป่าผิดกฎหมายในสวนจตุจักรก็ดูเหมือนจะมีแนวโน้ม ที่ดีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่จากการลงพื้นที่ล่าสุดของวัชระ สงวนสมบัติ นักวิชาการประจำกองวิชาการธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา และกรรมการสมาคมอนุรักษ์นกฯ เปิดเผยว่ายังคงสามารถพบเห็นการค้านกป่าได้ทุกครั้งที่ลงตรวจพื้นที่ ตั้งแต่นกธรรมดาๆ อย่างนกกะรางหัวหงอก นกขุนทอง นกเขียวก้านตอง นกปรอดหัวโขน นกเขียวคราม นกแก้วโม่ง ไปจนถึงนกป่าหายากอย่าง ไก่จุก นกปรอดแม่ทะ และนกหกใหญ่
ผมนึกสงสัยเล่นๆ ว่าตลอดระยะเวลา 25 ปีของตลาดนัดจตุจักรมีนกป่ากี่ตัว ซากสัตว์ป่ากี่ชนิดที่มีการซื้อขายกันที่นี่ ผมหวั่นใจเมื่อนึกไปถึงความจริงที่ว่ามีตลาดค้าสัตว์ป่าใหญ่บ้างเล็ก บ้างกระจายอยู่ตามจุดผ่านแดนทั่วประเทศอีกถึง 36 แห่ง มีจุดผ่อนปรนในการข้ามแดนอีก 64 แห่ง และจุดข้ามแดนที่ไม่มีการควบคุมอีก 917 แห่ง นกและสัตว์ป่าบางส่วนที่ขายอยู่ที่นี่ถูกนำมาจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านเส้น ทางเหล่านี้ ในขณะที่อีกหลายชนิดถูกส่งมาจากดินแดนไกลโพ้น หรือในทางกลับกันสัตว์ป่าจากเอเชียก็ถูกส่งออกไปไกลยังต่างแดน ผมสงสัยจริงๆ ว่าทั่วโลกจะมีตลาดค้าสัตว์ป่าอย่างจตุจักรอีกกี่แห่ง แล้วใครจะปิดฉากขบวนการค้าชีวิตเหล่านี้ลงได้
ข้อความการโพสต์ขายนกป่าอย่างเปิดเผยในเว็บบอร์ดสะท้อนให้เห็นว่าขบวนการค้า นกในยุคโลกาภิวัตน์นั้นขยายตัวไปอย่างไม่หยุดหย่อนจริงๆ โดยเข้าไปแทรกตัวอยู่ในส่วนของการซื้อขายสัตว์เลี้ยงในเว็บไซต์ต่างๆ การสื่อสารและการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วกว้างไกลได้ทำให้ตลาดการค้านกไม่ถูก จำกัดไว้เฉพาะท้องที่อีกต่อไป และหากพิจารณาถึงข้อมูลจากตลาดค้านกในปัจจุบันก็จะเห็นว่ามีการส่งออก นำเข้านกจากต่างประเทศจำนวนมาก จนมีคำกล่าวว่า ความหลากหลายของนกในตลาดอย่างจตุจักรนั้นสูงกว่าป่าธรรมชาติหลายแห่ง
คริส เชฟเฟิร์ด เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำ TRAFFIC องค์กรเอกชนนานาชาติซึ่งติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการค้าสัตว์ป่าทั่ว โลก เล่าให้ผมฟังว่าเขาหัดจำแนกชนิดนกจากแอฟริกาและอเมริกาใต้จนเชี่ยวชาญจากการ สำรวจตลาดค้านกที่อินโดนีเซีย ตลาดที่คริสพูดถึงคือตลาด Medan ตลาดค้าสัตว์ป่าขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของสุมาตรา ซึ่งเขาได้บันทึกว่ามีนกป่าหมุนเวียนค้าขายสูงถึง 300 ชนิดใน 54 วงศ์จากทั่วทุกมุมโลก ชนิดที่หายากและราคาสูงบางชนิดเช่นนก Palm Cockatoo ของออสเตรเลียหรือนก King Bird-of-paradise จากปาปัวนิวกินีมีวางขายเป็นประจำที่นี่ พ่อค้าที่ขายนกเหล่านี้บอกว่าแหล่งรับซื้อนกป่าขนาดใหญ่อยู่ที่เมืองหลวง จาการ์ตา และมักส่งต่อนกบางชนิดไปยังกรุงเทพฯ เสมอๆ
ในการสำรวจนกในตลาดจตุจักรเมื่อปีพ.ศ. 2544 ของสมาคมอนุรักษ์นกฯ พบว่านกจากต่างประเทศที่พบส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์นกแก้ว (Psittacidae) โดยพบทั้งสิ้น 73 ชนิดคิดเป็นร้อยละ 63.9 ของนกทั้งหมดที่บันทึกได้ (14,708 ตัว – วัน) โดยส่วนใหญ่เป็นนก Lovebird Agapornis spp. (5,700 ตัว – วัน ) นกหงษ์หยก (4,472 ตัว – วัน ) นก Sulphur-crested Cockatoo (897 ตัว – วัน ) นก Eclectus Parrot (464 ตัว – วัน ) และนก Cockatiel (446 ตัว – วัน ) นกแก้วทั้งหมดนี้เป็นสัตว์ในบัญชีท้ายอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ทั้งในบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) หรือบัญชีหมายเลข 2 (Appendix II) ซึ่งไม่อนุญาตให้ทำการค้าข้ามพรมแดนระหว่างประเทศโดยไม่มีเอกสารกำกับ
นอกจากนกหงษ์หยกและ cockatiel ที่มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายแล้ว นกในอันดับนกแก้วส่วนหนึ่งเป็นนกที่เพาะพันธุ์ขึ้นมา โดยสังเกตได้จากการที่พบลูกนก Aratinga spp. Eclectus และนกแก้วอื่นๆ อย่างไรก็ตามคริสให้ข้อมูลว่าผู้ค้านกในอินโดนีเซียยังคงส่งออกนกแก้ว Eclectus รวมทั้งนกแก้วชนิดอื่นๆ มายังกรุงเทพฯ อยู่เสมอ จึงเป็นไปได้ว่านกส่วนใหญ่ที่พบนี้ถูกนำเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย นักเลี้ยงนกคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ให้ข้อมูลว่ามีการเพาะพันธุ์ Salmon-crested Cockatoos Cocatua moluccensis และนกชนิดอื่นๆ ในกรงกันอย่างกว้างขวาง โดยมีฟาร์มจำนวนหนึ่งเพาะพันธุ์นกชนิดนี้รวมทั้งนกต่างประเทศอื่นๆ แม้จะไม่มีข้อมูลมากพอว่าจำนวนนกจากฟาร์มเหล่านี้จัดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ใน การค้านกทั้งหมด
นอกเหนือจากวงศ์นกแก้ว นกที่เหลือส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซียหรือละตินอเมริกา และจำนวนหนึ่งมาจากประเทศจีน ตัวอย่างคือ Collared Finchbill Spizixos semitorques , Grey-sided Laughingthrush Garrulax caerulatus , Red-winged Laughingthrush Garrulax formosus , Omei Shan Liocichla Liocichla omeiensis , Pekin Robin Leiothrix lutea , White-collared Yuhina Yuhina diademata และ Bearded Parrotbill Panurus biarmicus จะเห็นว่านกจากประเทศจีนซึ่งเป็นที่นิยมของนักเลี้ยงนกมีหลากหลายชนิดมากจน คาดเดาได้ยากว่าจะมี นกชนิดไหนอีกบ้างที่อาจมาปรากฏตัวที่ตลาดจตุจักร นกจำนวนมากที่ส่งมาจากประเทศจีนมีการบาดเจ็บและตายระหว่างการขนส่งสูงและน่า จะส่งผลกระทบต่อประชากรนกในธรรมชาติอย่างรุนแรง นอกจากนั้นนกเหล่านี้บางชนิดก็อยู่ในรายชื่อของ IUCN เช่น Omei Shan Liocichla ซึ่งองค์กรอนุรักษ์นกนานาชาติ (BirdLife Intenational) จัดให้เป็นนกที่มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์ (vulnerable) เนื่องจากมีขอบเขตการกระจายพันธุ์จำกัดมาก นกชนิดนี้ถูกลักลอบส่งออกจากประเทศจีนเนื่องจากเป็นนกที่มีสถานภาพการคุ้ม ครองตามกฎหมายเต็มที่ รวมทั้งอยู่ในบัญชีหมายเลข 2 (Appendix II) ของอนุสัญญา CITES ด้วย
ผู้ค้ารายหนึ่งยืนยันว่านกทั้งหมดที่ตนขายนำเข้ามาโดยมีเอกสารประกอบถูกต้อง อีกรายให้ข้อมูลว่าในความเป็นจริงเนื่องจากการขออนุญาตตามขั้นตอนเพื่อให้ ได้เอกสารประกอบจากหน่วยงาน ที่รับผิดชอบดำเนินพิธีการของ CITES ( กรมอุทยานแห่งชาติฯ ) เต็มไปด้วยความยุ่งยาก จึงแทบไม่เคยมีนกตัวใดที่นำเข้ามาโดยมีเอกสารประกอบถูกต้องเลย นกทั้งหมดถูกลักลอบนำเข้า และหลังจากเข้ามาในประเทศไทยแล้วก็จะไม่มีการควบคุมใดๆ ภายใต้อนุสัญญา CITES อีกเนื่องจากระเบียบที่กำหนดไว้เป็นการควบคุมเฉพาะการขนส่งข้ามพรมแดนเท่า นั้น หลักฐานยืนยันการลักลอบนำเข้านั้นเห็นได้ชัดเจนเมื่อพิจารณาถึงนก White Cockatoo Cacatua alba 66 ตัว – วัน ที่บันทึกได้แม้นกชนิดนี้จะเป็นนกในบัญชีหมายเลข 2 ของอนุสัญญา CITES ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียไม่อนุญาตให้มีการส่งออกใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งนก Salmon-crested Cockatoo Cacatua mouluccensisi (50 ตัว – วัน ) ซึ่งเป็นนกในบัญชีหมายเลข 1 (Appendix I) ของอนุสัญญา CITES
คำถามสำคัญอีกประการในการสำรวจตลาดค้านกก็คือนกเหล่านี้มีแหล่งที่มาจากไหน การสำรวจโดยการสัมภาษณ์ของสมาคมอนุรักษ์นกฯ เปิดเผยว่านกที่พบได้ในประเทศไทยส่วนหนึ่งที่มีการซื้อขายถูกนำเข้ามาจาก ประเทศจีน ซึ่งเป็นไปได้ว่านกที่มีสีสันสวยงามซึ่งเป็นนกในป่าระดับสูง (montane bird) ส่วนใหญ่จะมาจากจีนด้วย ได้แก่ นกกะรองทองแก้มขาว และนกศิวะปีกสีฟ้า รวมทั้งนกในวงศ์นกจาบปีกอ่อนเช่น นกกระติ๊ดใหญ่ Mycerobas spp. อย่างไรก็ตามโดยรวมเชื่อว่านกส่วนใหญ่เป็นนกที่จับมาจากป่าภายในประเทศ ผู้ขายเองก็ให้ข้อมูลว่านกที่ขายมีที่มากระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นนกจากป่าเขาใหญ่ (รถที่ใช้ขนส่งเป็นทะเบียนสระบุรี) ป่าตะวันตกแถบกาญจนบุรีและแก่งกระจาน เนื่องจากป่าเหล่านี้อยู่ใกล้กรุงเทพฯ
มีการให้ข้อมูลว่าบางครั้งผู้ค้าจากตลาดจตุจักรและตลาดนัดซันเดย์จะเดินทาง ไปต่างจังหวัดเพื่อซื้อนกจากคนจับนกถึงหมู่บ้าน แต่ในบางกรณีจะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้ค้าให้ข้อมูลว่าผู้ซื้อจำนวนมากที่ซื้อนกจากตลาดซันเดย์เป็นลูกค้าใหม่ ส่วนผู้ซื้อที่ชำนาญแล้วจะติดต่อผู้ขายโดยตรงถึงบ้าน ซึ่งโดยมากจะมีนกที่ราคาสูงกว่าหรือเป็นที่เก็บนกที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่ สุด ดังนั้นนกหายากหลายต่อหลายชนิดจึงค้าขายโดยการขายตรง และไม่ต้องมาเสี่ยงวางขายในตลาดเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตกลายเป็นช่องทางสำคัญอีกแห่งใน การเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้อ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์
อาจจะด้วยค่าตอบแทนอันคุ้มค่าที่เป็นแรงจูงใจให้กับพ่อค้าและคนดักนก หรืออาจจะเป็นค่านิยมโบราณและความไม่รู้ของผู้ซื้อ แต่ด้วยอุปสงค์อุปทานที่สอดประสานกันอย่างลงตัวโดยอาศัยช่องว่างช่องโหว่ทาง กฎหมาย ตลาดค้านกจึงดำรงอยู่กลายเป็นเศรษฐศาสตร์สีดำที่จองจำชีวิตอิสระในธรรมชาติ ชีวิตแล้ว ชีวิตเล่า
การอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย การหยุดยั้งขบวนการค้านกป่าผิดกฎหมายก็เช่นเดียวกัน ลำพังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ย่อมไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ทั้งหมด องค์กรอนุรักษ์ ภาครัฐและภาคประชาชนต้องร่วมมือกันและพัฒนาให้งานปราบปรามและการดูแลสอดส่อง มีความเข้มแข็งและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกแก่สาธารณะให้มีค่านิยมที่ถูกต้องในการชื่นชม ธรรมชาติ
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทยได้จัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางในการ จัดการกับปัญหาการค้านกป่าไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
แม้ความพยายามขององค์กรอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกับรัฐบาลที่ผ่านมาจะยังไม่ สามารถปิดฉากขบวนการค้านกและสัตว์ป่าผิดกฎหมายลงได้ แต่ก็นับได้ว่ามีความคิดริเริ่มในการทำงานแก้ปัญหาดังกล่าวขึ้นมากมาย ความพยายามในการปรับปรุงตัวบทกฎหมายให้มีความเข้มงวด การพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย พร้อมไปกับการให้การศึกษาที่ถูกต้องแก่สาธารณะ เป็นกรอบงานหลักที่ทุกฝ่ายต้องเร่งพัฒนาแข่งกับเวลาเพื่อต่อสู้ขบวนการ ลักลอบค้านกและสัตว์ป่าเหล่านี้
ความพยายามทั้งหลายทั้งหมดคงไม่สามารถบรรลุผลได้ด้วยการทำงานของภาครัฐแต่ เพียงลำพัง หรือโดยองค์กรเอกชนเพียงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง หากจำต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมืออย่างจริงจังและต่อเนื่องเพื่อให้เป็น กระบวนการตรวจสอบที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน
………………………………………………..
ทุกวันนี้การลักลอบค้านกป่านับเป็นปัญหาด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สำคัญที่ สุดปัญหาหนึ่ง เป็นขบวนการที่เต็มไปด้วยผู้มีอิทธิพลและผลประโยชน์ เป็นขบวนการทำลายธรรมชาติที่กำลังรอให้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ถึงเวลาหรือยังที่เราจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและช่วยกันปิดฉากการ ทารุณสัตว์ป่าเหล่านี้ลงอย่างถาวร
เมื่อพบเห็นการค้าสัตว์ป่า ร้านขายอาหารป่า อย่านิ่งเฉย ช่วยกันให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หรือสื่อมวลชนเพื่อให้มีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัด
ขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนกและร่วมสนับสนุนการอนุรักษ์นกได้ที่สมาคม อนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย โทรศัพท์: 02-691-4816, 02-691-5976 www.bcst.or.th
ขอขอบคุณ
เอกสารอ้างอิง
เรื่องโดย เพชร มโนปวิตร
สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย
กรรมการฝ่ายวิชาการ สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย
ถ้าไม่มีคนซื้อแล้วเค้าจะล่ามาขายใคร
มันอยู่ที่สำนึก
I am doing research for my university thesis, thanks for your useful points, now I am acting on a sudden impulse.
- Kris
ชอบบทความนี้มากกกกค่ะ
ตอนนี้หนูทำโครงงานสำรวจนกเค้าจุดในมหาลัย’อยู่
แล้วบังเอิญไปเจอร้านที่เค้าจับมาขาย รับไม่ได้อย่างแรงค่ะ
อยากให้ทุกคนตระหนักและช่วยกันจังเลย
พี่ตี้ค่ะ ติดต่อนู๋มาทางEmail หน่อยน่ะค่ะ คิดถึงมากกกกกกกกกกกกกก