
เพกาเป็นพืชเบิกนำชนิดหนึ่ง ในป่าเบญจพรรณ หรือบริเวณพื้นที่ที่ถูกรบกวน(secondary forest) กล่าวคือ เมื่อมีการถางป่า หรือมีพื้นที่ว่าง เพกาก็จะเป็นพืชชนิดแรกๆ(pioneer species)ที่เข้ายึดครองพื้นที่เหล่านั้น ข้อดีของ pioneer species ก็คือ ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของดิน เป็นตัวดึงดูดสัตว์ชนิดอื่นให้เข้ามาให้พื้นที่ต่อไป ดังนั้นเพกาเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการฟื้นฟูป่า รวมทั้งเพกายังเป็นยาสมุนไพรพื้นบ้านที่อุดมไปด้วยสรรพคุณ ทั้งส่วนของใบ เปลือก ราก โดยใบมีสรรพคุณ แก้ปวดข้อ แก้ปวดท้อง เจริญอาหาร รากเป็นยาแก้ท้องร่วง เปลือกต้นเป็นยา ดับพิษโลหิต เป็นยาขมเจริญอาหาร ต้มกินแก้เสมหะจุกคอ ขับเสมหะ ขับเลือดเน่าในเรือนไฟ บำรุงโลหิต แก้บิด แก้จุกเสียด เป็นต้น และรายงานการศึกษาที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่ง คือ มีการวิจัยผักพื้นบ้านไทยของคุณเกศินี ตระกูลทิวากร จากสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า เพกาเป็นผัก 1 ใน 4 ชนิดที่มีฤทธิ์ต้านการก่อมะเร็งสูงสุด เนื่องจากฝักเพกามีวิตามินซีสูง

พืชและสัตว์มีการปรับเปลี่ยนลักษณะบางประการเพื่อให้เหมาะสมและเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยดอกเพกามีการปรับเปลี่ยนลักษณะดอก คือ ดอกบานกลางคืน และบานเพียงคืนเดียว ลักษณะดอกเป็นรูปกรวย กลีบดอกด้านในมีสีครีม ดอกใหญ่ แข็งแรง กลิ่นฉุน เพื่อให้เหมาะกับค้างคาว ที่เป็นตัวถ่ายละอองเรณูซึ่ง มีจมูกยาวคล้ายสุนัข รวมถึงมีระบบประสาทการรับกลิ่นที่ดี ดวงตากลมโต ช่วยให้สามารถมองเห็นในตอนกลางคืนได้ดี ดังนั้นจึงทำให้ดอกเพกาจึงมีความจำเพาะต่อสัตว์พาหะซึ่งก็คือ ค้างคาวเท่านั้น

การถ่ายละอองเรณูเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้พืชดอกแต่ละชนิดสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ จากการศึกษานิเวศวิทยาการถ่ายละอองเรณูพบว่า พาหะหลักที่ช่วยในการถ่ายละอองเรณูของดอกเพกา คือ ค้างคาวเล็บกุด จากการศึกษาของ Srithongchuay และ คณะ (2008) พบว่า ค้างคาวเล็บกุดเป็นค้างคาวชนิดเดียวที่เข้าเยือนดอกเพกา นั่นหมายถึงการผสมของดอกเพกาต้องอาศัยค้างคาวเล็บกุดเป็นหลัก เพราะโอกาสที่จะถูกผสมเกสรด้วยแมลงมีน้อยมาก และจากการศึกษาของ Gould (1978) พบว่าในแต่ละคืนค้างคาวชนิดนี้บินหากินในระยะทางไกลประมาณ 40 กิโลเมตรจากถ้ำที่เกาะนอนในเวลากลางวัน สิ่งที่ค้างคาวได้รับจากดอกไม้คือพลังงานจากน้ำหวานซึ่งน้ำหวานในดอกเพกามีความเข้มข้นถึง 12 % นอกจากนี้ค้างคาวยังได้รับโปรตีนจากละอองเรณูอีกด้วย โดยพบว่าค้างคาวมาเยือนแต่ละดอกเป็นจำนวนเฉลี่ย 65 ครั้งต่อคืน

ในปัจจุบันค้างคาวมีภัยคุกคาม อันเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ทั้ง ถูกล่าโดยตรงและ พื้นที่อาศัยถูกทำลาย เป็นต้น และถ้าประชากรค้างคาวยังคงลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลต่อการติดผลของพืชที่มีค้างคาวเป็นสัตว์พาหะในการถ่ายละอองเรณูด้วยเช่นกัน นอกจากเพกาแล้วก็ยังมีพืชเศรษฐกิจอีกหลายชนิดที่มีค้างคาวเป็นตัวช่วยในการถ่ายละอองเรณู ได้แก่ สะตอ ทุเรียน เหรียง ดังนั้นการอนุรักษ์ประชากรค้างคาวและถิ่นอาศัยของค้างคาว จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในการรักษาไว้ซึ่งพรรณพืชที่อุดมไปด้วยสรรพคุณที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ให้คงอยู่ต่อไป
เอกสารอ้างอิง
- Gould, E. 1978. Foraging behavior of Malaysian nectar-feeding bats. Biotropica. 10(3): 184-193.
- Srithongchuay, T., Sripaoraya, E. and Bumrungsri, S. 2008. The pollination ecology of the late-successional tree,
Oroxylum indicum (Bignoniaceae) in Thailand. Journal of Tropical Ecology. 24(5): 477-484.
เรื่องและภาพ เตือนจิต ศรีทองช่วย
การเผย แพร่บทความจาก Thaiwildlife.org
หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ Creative Commons
ขนาดเล็บกุดนะเนี๊ย ยังมีบทบาทที่สำคัญต่อระบบนิเวศถึงเพียงนี้
(แล้วพวกที่มีอาการครบ32 เคยทำอะไรที่เป็นประโยชน์ระบบนิเวศบ้างหรือเปล่า หนอ)
เคยเจอบ่อยๆที่ในสวนผลไม้ จะมีตาข่ายดักค้างคาว บางตาข่ายเห็นมีค้างคาวติดตายเป็นร้อยตัว โดยที่ชาวสวนคิดว่าค้างคาวมากินผลไม้ของพวกเค้า
ทั้งๆที่ บทบาทหลักๆของค้างคาวกับชาวสวนเป็นแบบพึ่งพาอาศัยกันและกัน ไม่มีค้างคาว เกสรก็ไม่ถูกผสม เกสรไม่ถูกผสม ก็ไม่เกิดเป็นผลออกมา พอผลออกมาหน่อย ค้างคาวขอแบ่งกินบ้าง
ก็ไม่ได้ ต้องกำจัดมัน เพราะมันทำลายผลผลิต
ช่างเอาเปรียบจัง เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
ลองถ้าไม่มีค้างคาว ปีนั้นๆมีผลไม้ออกมาน้อยแน่ๆ
เคยเห็นมีคนจับเอาไปกินด้วย น่าสงสารจริงๆเลย
เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ได้มาเจอบทความของคุณเตือนจิตที่นี่ครับ ไฟยังแรงดี เป็นกำลังใจให้คนวิจัยกลางคืนด้วยกันนะ …(^^)
ภาพด้านบนใช่ค้าวคาวเล็บกุดหรือไม่
ค้างคาวเล็บกุดลักษระอย่างไร