
หากกล่าวถึงสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ของเสียงร้องชะนีต้องเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่หลายคนคงจะนึกถึงพร้อมกับเสียงร้องเรียก ผัว ผัว ผัว ผัว !!! แต่เชื่อหรือไม่ว่าเสียงร้องนี้เป็นเพียงเสียงของชะนีมือขาวหรือชะนีธรรมดา ส่วนชะนีชนิดอื่นๆ มีเสียงมีเสียงร้องที่แตกต่างจนเราสามารถจำแนกชนิดจากเสียงร้องได้อย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ความแตกต่างในระหว่างชนิดพันธุ์เท่านั้นความแตกต่างของเพศในชะนีแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน แต่กระนั้นในความแตกต่างของเสียงกลับมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของวัตถุประสงค์ซึ่งมีอยู่หลายประการไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องเพื่อประกาศอาณาเขต เพื่อขับไล่ศัตรู เพื่อหาคู่ในฤดูผสมพันธุ์ หรือแม้แต่เพื่อเตือนภัยให้สมาชิกในฝูงทราบ
จากอดีตถึงปัจจุปัน เสียงร้องที่เคยก้องป่าของชะนีเริ่มจางหายไปพร้อมๆ กับการลดลงของพื้นที่ป่า ชะนีมงกุฎเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นที่ปัจจุบันประชากรถูกจำกัดอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์บางแห่ง การสำรวจสถานภาพประชากรของมันจึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อหาแนวทางสำหรับการวางแผนการจัดการในอนาคต และในวันนี้เรามีข้อมูลส่วนหนึ่งที่ให้คำตอบได้ในระดับหนึ่งว่าประชากรของชะนีมงกุฎในประเทศไทยเป็นอย่างไร

ชะนี(Gibbons) จัดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลลิงขนาดเล็ก(Lesser Apes) ที่ไม่มีหางโดยทั่วไปมีน้ำหนักประมาณ ๕-๗ กิโลกรัม แต่ในบางชนิดเช่น ชะนีดำใหญ่ (siamang) อาจมากถึง ๑๐-๑๒ กิโลกรัม พวกมันมีความสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วว่องไวโดยใช้วิธีห้อยโหน(brachiators)ไปตามกิ่งไม้และบนต้นไม้สูง ความสามารถนี้เป็นผลมาจากการมีวิวัฒนาการให้ร่างกายมีแขนแข็งแรงและความยาวเป็นสองเท่าของขา นอกจากนี้มันยังมีนิ้วมือเรียวยาว ทำให้จับกิ่งไม้ได้แน่น ชีวิตแทบจะตลอดทั้งชีวิตของชะนีนั้นจะอาศัยอยู่ตามชั้นเรือนยอดของต้นไม้ในป่าใหญ่ พวกมันมีความสามารถหลบซ่อนตัวได้ดีในเรือนยอดของต้นไม้ และจากการที่มันเป็นสัตว์ที่ใช้ต้นไม้เป็นที่อยู่อาศัยนี่เอง นักวิทยาศาสตร์จึงตั้งชื่อสกุล(Genus)ให้มันว่า… Hylobates
ความสัมพันธ์ประการหนึ่งในการใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้นั่นคือ ชนิดของอาหาร เพราะพวกมันกินผลไม้เป็นอาหารหลัก(frugivovres) โดยเฉพาะผลไม้สุก ใบไม้ หน่อ ยอดอ่อน นอกจากนั้นจะเป็นพวกแมลงและแมงมุม ส่วนการดื่มน้ำของชะนีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากมันเป็นสัตว์ที่ ไม่ลงมาบนพื้นดิน ดังนั้นการดื่มน้ำของชะนีจะกระทำโดยการใช้มือจุ่มลงไปในแอ่งน้ำตามคาคบไม้แล้วเลียกินจากมืออีกต่อหนึ่ง หรืออาจเลียตามใบหรือกิ่งไม้ที่มีหยดน้ำเกาะอยู่เท่านั้น
ในช่วงเวลาที่นอกเหนือจากการหาอาหารชะนีจะพักผ่อนโดยใช้วิธีนั่ง และหลับนอนอยู่บนง่ามไม้บนต้นไม้ใหญ่อย่างอิสระและปลอดภัย ซึ่งมีความแตกต่างจากลิงอุรังอุตังและลิงชนิดอื่นตรงที่มันไม่มีการสร้างรังแต่อย่างใดส่วนพฤติกรรมอื่นๆที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มต้นรู้จักชะนีนั้นคือ การครองคู่ที่เป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว(monogamous) อีกทั้งพวกมันยังอยู่กันเป็นครอบครัว ซึ่งโดยปกติแล้วเฉลี่ยประมาณ ๓-๔ ตัวต่อครอบครัว ในการดำรงชีวิตอยู่ในป่าเป็นครอบครัวพวกมันจึงมีการปกป้องพื้นที่หากิน (home range ) มีพื้นที่หวงห้าม(territory) ภายในฝูงและเสียงร้องในช่วงเช้า-สายของทุกวัน ถือเป็นการประกาศให้ชะนีฝูงอื่นได้รับรู้ว่า พื้นที่บริเวณนี้คืออาณาเขตการหากินของพวกมันนั้นเอง

หากดูจากข้อมูลขอบเขตการกระจายพันธุ์ของชะนีทั่วทั้งโลกจะพบว่าเราสามารถพบชะนีได้เฉพาะในป่าเขตร้อนชื้นแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ดังเช่น ในประเทศไทย จีน ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งป่าบริเวณนี้มีอายุเก่าแก่มากและถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยแม่น้ำและทะเล ทำให้มีสภาพแวดล้อมของป่ามีความหลากหลายแตกต่างกันไป เป็นผลให้เผ่าพันธุ์ของชะนีที่กระจายกันอยู่ตามป่าต่างๆมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไปด้วย ชะนีบางชนิดมีสีน้ำตาลเหลือง บางชนิดดำสนิททั่วตัวบางชนิดก็มีสีน้ำตาลเทาเงิน และบางชนิดจะมีการเปลี่ยนแปลงของสีขนเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ในโลกนี้เราได้แบ่งออกเป็น ๑๑ ชนิดมีการกระจายพันธุ์เฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บางส่วนของบังกลาเทศและจีนตอนใต้ สำหรับในประเทศไทยมีรายงานความหลากชนิดของสัตว์ในกลุ่มชะนี(Hylobatidae) ถึง ๔ ชนิดด้วยกันได้แก่ ชะนีมือขาว (Hylobates lar) ชะนีมงกุฎ(H.pileatus)ชะนีมือดำ(H.agilis)และชะนีดำใหญ่(H.syndactylus)ชะนีเหล่านี้ล้วนถูกจัดให้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวน และคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช ๒๕๓๕ และอยู่ในบัญชีหมายเลข ๑ ในอนุสัญญาไซเตส

ชะนีมงกุฎ (Pileated gibbon or Capped gibbon or Crowned gibbon) IUCN จัดให้อยู่ในสถานภาพมีแนวโน้มที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Vulnerable) พื้นที่อาศัยของชะนีมงกุฎพบทั่วไปในป่าดิบประเภทต่างๆ และป่าเบญจพรรณที่มีความอุดมสมบูรณ์โดยพบกระจายอยู่ทางภาคอีสานตอนใต้ และภาคตะวันออกในสามกลุ่มป่าคือ กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่,กลุ่มป่าภาคตะวันออก(ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัด)และกลุ่มป่าเขาพนมดงรัก-ผาแต้ม แต่เดิมชะนีมงกุฎถูกจัดให้เป็นชนิดย่อยของชะนีมือขาว แต่เนื่องจากว่ามันมีลักษณะภายนอกและพฤติกรรมบางอย่างที่แตกต่างกันออกไป โดยมีสีขนแยกตามเพศและอายุ ทั้งสองเพศจะมีขนสีเทาเมื่อเกิดใหม่ หลังจากนั้นราว ๔-๖ เดือนจะมีสีดำบริเวณหน้าอกและกระหม่อมซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “ชะนีมงกุฎ” เมื่ออายุ ๕-๗ ปีสีขนของตัวผู้จะเปลี่ยนเป็นสีดำ วงหน้าขาว ในบางตัวจะมีขนสีขาวแซมบริเวณหลังมือและเท้า ส่วนเพศเมียจะมีสีครีม ขนบริเวณหน้าอกและบนกระหม่อมจะมีสีดำ จากความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ชะนีมงกุฎถูกยกให้เป็นชนิดใหม่ขึ้นมา
ชะนีมงกุฎจัดเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ (arboreal) เช่นเดียวกับชะนีชนิดอื่นๆ พวกมันหากินในเวลากลางวัน (diurnal) และอยู่เป็นครอบครัว โดยชะนีมงกุฎเพศเมียจะใช้เวลาตั้งท้องประมาณ ๗ เดือนครึ่ง ออกลูกครั้งละ ๑ ตัว ลูกที่เกิดใหม่จะเกาะติดอกแม่อยู่ตลอดจนอายุ ๒ ปีหลังจากนั้นแม่ชะนีจึงจะสามารถผสมพันธุ์ใหม่ได้อีกครั้ง จากการศึกษาของ ดร.สมโภชน์ ศรีโกสามาตร ในปี ๒๕๔๓ พบว่าโดยเฉลี่ยชะนีมงกุฎจะเริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลาประมาณ ๖.๐๐ น. และเข้านอนประมาณ ๑๔.๓๐ น.ใช้เวลาเวลาราว ๓๗ เปอร์เซ็นต์ ในรอบวันสำหรับการพักผ่อน ๒๖ เปอร์เซ็นต์ สำหรับการกินอาหาร ที่เหลืออีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ใช้เดินทางไปมาในพื้นที่หากินของฝูง ชะนีมงกุฎส่งเสียร้องผสานเสีย(duet) นำโดยตัวเมียกู้ร้องยาว(great call) แล้วร้องตอบ ส่วนตัวผู้จะร้องตอบซ้อนทับเสียงร้องของตัวเมียโดยจะร้องซ้ำเป็นช่วงๆเป็นระยะเวลา ๑-๓ นาที การร้องโต้ตอบนี้จะเกิดขึ้นประมาณ ๕-๒๐ นาที และสามารถได้ยินไปไกลถึง ๒ กิโลเมตร ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม และยังขึ้นอยู่กับลักษณะของภูมิประเทศด้วย ในเรื่องประชากรของชะนีมงกุฎทั่วโลก ได้ทำการประมาณไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ โดย Chivers รายงานว่ามีจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ตัว ซึ่งในอีกสิบปีต่อมา Mackinnon and Mackinnon ได้ประมาณใหม่อีกครั้งที่จำนวน ๓๓,๖๐๐ ตัว ขณะเดียวกันในปี พ.ศ.๒๕๑๘ Prof. Warren Y. Brockelman ได้ทำการประเมินพื้นที่ที่อาศัยของชะนีมงกุฎทั่วโลกพบว่ามีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ ๔๓,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร ในประเทศกัมพูชามีพื้นที่เหมาะสมสำหรับชะนีมงกุฎมากที่สุดคือ ๒๘,๘๐๐ ตารางกิโลเมตร รองลงมาได้แกประเทศไทย ๑๓,๖๐๐ ตารางกิโลเมตร และ ๘๐๐ ตารางกิโลเมตร ในประเทศลาวตามลำดับ
กว่า ๒๐ ปีมาแล้ว Prof. Warren Y. Brockelman และ ดร.สมโภชน์ศรีโกสามาตร ได้ทำการศึกษาชะนีมงกุฎในประเทศไทย และจากรายงานของทั้งสองในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พบว่าพื้นที่ป่าอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชะนีมงกุฎนั้นไม่ห่างไกลจากการรบกวนของมนุษย์ และยังพบอีกว่าบริเวณดังกล่าวมีความหนาแน่นของชะนีมงกุฎสูงถึง ๕ ครอบครัวต่อตารางกิโลเมตรเลยทีเดียว แต่ในทางตรงตรงกันข้าม ข้อมูลที่ได้จากศึกษาพบว่าพื้นที่ป่าบริเวณใดก็ตามที่มีการรบกวนจากกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะในเรื่องการล่าด้วยแล้ว อัตราความหนาแน่นของประชากรชะนีกลับลดลง เหลือเพียงประมาณ ๑ ครอบครัวต่อตารางกิโลเมตรเท่านั้น และในบางพื้นที่ยังมีค่าตัวเลขที่น้อยกว่า ๑ ครอบครัวต่อตารางกิโลเมตร เสียด้วยซ้ำ
อาจารย์สมโภชน์ ได้รายงานเกี่ยวกับพื้นที่อาศัยของชะนีมงกุฎใน ๖ พื้นที่อนุรักษ์ของประเทศไทยว่า มีขนาดประมาณ ๒,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรโดยพื้นที่ส่วนใหญ่ครอบคลุมสองพื้นที่อนุรักษ์ได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ประมาณ ๖๕๐ ตารางกิโลเมตร และในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว อีกประมาณ ๑,๐๒๔ ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีการประเมินจำนวนประชากรของชะนีมงกุฏในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ โดย Brockelman และคณะว่ามีประชากรชะนีมงกุฎประมาณ ๓๐,๐๐๐ ตัวในพื้นที่อาศัยประมาณ ๕,๐๐๐ ตางรางกิโลเมตร
จะเห็นได้ว่าตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำนวนประชากรของชะนีมงกุฎแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องซึ่งเหตุผลสำคัญก็คือการสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยทั้งจากการทำลายป่า และกิจกรรมของมนุษย์การลักลอบล่าเพื่อเป็นอาหาร และใช้เป็นสัตว์เลี้ยง การขาดข้อมูลทางวิชาการรวมถึงการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัยด้านสัตว์ป่า จึงเป็นปัญหาอย่างเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน องค์กรอนุรักษ์ รวมถึงนักวิชาการควรให้ความสำคัญและร่วมมือกันเพื่อหาแนวทางการศึกษาและจัดการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สามารถใช้ได้จริงในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์ในกลุ่มชะนีให้มีจำนวนประชากรที่เหมาะสมและยั่งยืนอยู่คู่กับป่าเมืองไทยต่อไป

โครงการการสำรวจสถานภาพประชากรชะนีมงกุฎในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ เพื่อหาแนวทางอนุรักษ์ในอนาคต โดยงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของ WWF และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก U.S. Fish and Wildlife service และ WWF U.S. มีนักวิจัยดำเนินงานจำนวน ๓ คน คือ รุ้งนภา พูลจำปา , สุนิตร พันธุ์พรม และ Prof. Warren Y. Brockelman การดำเนินงานวิจัยได้ตั้งเป้าหมายหลักของโครงการไว้ ๒ ประการด้วยกันคือ เพื่อศึกษาจำนวนประชากรในพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง ๓ กลุ่มป่าที่มีรายงานการแพร่กระจายของชะนีชนิดดังกล่าว และเพื่อจัดทำแผนปฎิบัติการเพื่อการอนุรักษ์ชะนีมงกุฎต่อไป ตั้งแต่กลางฤดูร้อนของปี พ.ศ.๒๕๔๗ จนถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ นักวิจัยเดินทางเข้าสู้พื้นที่อนุรักษ์ทั้งสิ้น ๑๗ แห่งจาก ๓ กลุ่มป่าอนุรักษ์รวมระยะเวลาการทำงานวิจัยครั้งนี้ถึง ๑ ปี เต็ม โดยในการเก็บข้อมูลชะนีมงกุฎ ได้มีการแยกวิธีการสำรวจออกเป็น ๒ วีธีการ คือ การสำรวจแบบฟังเสียง และการสำรวจแบบสอบถาม และรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ การสำรวจแบบฟังเสียง(Listening Post Survey หรือ Auditory Census Method) นั้น จัดเป็นวิธีการศึกษาประชากรและความหนาแน่นของชะนีที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบัน ได้พัฒนามาจากวิธีการฟังเสียงของชะนี โดยอ้างอิงจากผลงานของ Prof. Warren Y. Brockelman และ ดร.สมโภชน์ศรีโกสามาตร สาเหตุหนึ่งที่เลือกใช้วิธีการสำรวจนี้เป็นเพราะว่าการศึกษาประชากรและความหนาแน่นของสัตว์ป่าซึ่งส่วนมากแล้วจะใช่วิธีการศึกษาแบบใช้เส้นสำรวจ(Line Transect) หรือการสำรวจแบบเป็นแนว(Strip Census) นั้นไม่เหมาะสมกับสัตว์ในกลุ่มชะนีซึ่งอาสัยอยู่บนเรือนยอดของต้นไม้และสามารถซ่อนตัวได้ดีอีกทั้งสามรถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและว่องไว ทำให้เราค้นหาหรือเจอตัวได้ยากการใช้วิธีการดังกล่าวจึงอาจทำให้เกิดการประเมินที่ต่ำกว่าความเป็นจริงได้
ผลที่ได้จากการสำรวจแบบฟังเสียง(Listening Post Survey หรือ Auditory Census Method) ในแต่ละพื้นที่สำรวจ จะแสดงในโปรแกรม Arc View GIS และนำมาประเมินพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของชะนีมงกุฎโดยใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน และแผนที่ลักษณะภูมิประเทศ (สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ใช้แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม LANSAT 7 ETM ถ่ายเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๔๖) นอกจากการประเมินจำนวนประชากรของชะนีมงกุฎโดยวิธีกำหนดจุดฟังเสียง (Listening Post Survey) ในแต่ละพื้นที่แล้ว การศึกษาในครั้งนี้ยังครอบคลุมถึงการประเมินสถาพพื้นที่อาศัยของชะนีด้วย โดยการวางแปลงศึกษาในพื้นที่อาศัยของชะนีศึกษาจากความโตของต้นไม้และความสูงของเรือนยอดในแปลงศึกษาขนาด ๑ เอกแตร์ (๑๐๐x๑๐๐ เมตร) ทั้งสองวิถีการคือการสำรวจโดยวิธีแบบฟังเสียง(Listening Post Survey) และการวางแปลงเพื่อศึกษาพื้นที่อาศัยของชะนีนั้น ทีมวิจัยได้ดำเนินการสำรวจเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์ขนาดใหญ่ ๕ แห่งอันได้แก่ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อุทยานแห่งชาติทับลาน อุทยานแห่งชาติปางสีดา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน สำหรับการสำรวจแบบสอบถาม และรวบรวมข้อมูลทุติยภูมินั้น ข้อมูลที่ได้จะประกอบไปด้วยการปรากฎ หรือไม่ปรากฎของชะนีมงกุฎ โดยถ้าหากพบการปรากฎ ให้ระบุต่ำแหน่งหรือบริเวณที่ปรากฎ รวมถึงระบุปัญหาการคุกคามชะนีมงกุฎในแต่ละพื้นที่ โดยการสอบถามจากเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงาน หรือประจำหน่วยพิทักษ์ป่าต่างๆ รวมถึงชาวบ้านรอบๆ พื้นที่อนุรักษ์นั้นๆ ซึ่งมีรายละเอียดการสอบถามเกี่ยวกับจุดหรือตำแหล่งที่ได้ยินเสียงวันเวลา ลักษณะของพื้นที่ สัตว์ชนิดอื่นๆที่พบเห็นและชื่อผู้พบเห็น ข้อมูลเหล่านี้นักวิจัยจะเก็บในแต่ละครั้งที่พบเห็น หรือในแต่ละครั้งที่ได้ยินเสียง รวมถึงการรวบรวมข้อมูลของชะนีมงกุฎที่เคยทำการศึกษา หรือมีรายงานในพื้นที่นั้นๆมาก่อน วิธีการศึกษานี้กระทำในพื้นที่อนุรักษ์ขนาดเล็ก ๑๒ แห่งได้แก่ อุทยานแห่งชาติตาพระยา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎ อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวาย ประชากรชะนีมงกุฎในป่าอนุรักษ์

อย่างที่กล่าวไว้แล้วว่าในการประเมินความหนาแน่นของประชากรชะนีมงกุฎนั้น ทีมนักวิจัยได้ดำเนินการสำรวจเก็บข้อมูลใน ๕ พื้นที่อนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ซึ่งผลที่ได้ตลอดระยะเวลาของการเก็บข้อมูล ๑ ปีเต็ม พบว่าแต่ละพื้นที่ที่ทำการสำรวจมีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของพื้นที่แหล่งอาศัยที่เหมาะสม ประชากรและความหนาแน่น ดังรายละเอียดต่อไปนี้
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ พื้นที่ประมาณ ๒,๑๖๙ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของชะนีมงกุฎประมาณ ๖๐๙ ตารางกิโลเมตร มีความหนาแน่นของชะนีมงกุฎประมาณ ๑-๒ ครอบครัวต่อตารางกิโลเมตรและมีจำนวนประชากรประมาณ ๗๔๘ ครอบครัว ซึ่งคล้ายคลีงกับการประมาณประชากรของ ดร. Warren ในปีพ.ศ. ๒๕๑๘ ที่พบว่า อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่น่าจะมีความหนาแน่นของชะนีมงกุฎประมาณ ๑-๒ ครอบครัวต่อตารางกิโลเมตร และมีประชากรประมาณ ๑,๐๐๐ ตัว หรือมากกว่า นอกจากนี้ยังไกล้เคียงกับการศึกษาของ อาจารย์สมโภชน์ ที่รายงานไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ และ พ.ศ. ๒๕๒๗ พบว่าพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของชะนีมงกุฎมีประมาณ ๖๕๐ ตารางกิโลเมตร โดยมีความหนาแน่น ๑ ครอบ ต่อตารางกิโลเมตร
นอกจากนี้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ยังเป็นพื้นที่อนุรักษ์แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีชะนีสองชนิดอยู่ในพื้นที่ได้แก่ ชะนีมือขาว และชะนีมงกุฎ โดยชะนีมือขาวจะครอบครองพื้นที่ทางด้านตะวันตกของอุทยานฯส่วนชะนีมงกุฎจะปรากฎในพื้นที่ด้านตะวันออกซึ่งมีแม่น้ำลำตะลอง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำมูลเป็นแนวแบ่งเขตทั้งสองชนิด และยังพบข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ ในบริเวณที่มีการเชื่อมต่อกันของพื้นที่อาศัยของชะนีทั้งสองชนิดนั้น พบว่ามีลูกผสม (Hybrids) ระหว่างชะนีทั้งสองชนิดเกิดขึ้นอีกด้วย
อุทยานแห่งชาติปางสีดาและอุทยานแห่งชาติทับลาน เนื่องจากการมีพื้นที่เชื่อมต่อกันของอุทยานแห่งชาติปางสีดาและอุทยานแห่งชาติทับลาน ดังนั้นการสำรวจในครั้งนี้จึงได้รวมสองพื้นที่เป็นผืนเดียวกัน มีขนาดพื้นที่ถึง ๓,๐๘๐ ตารางกิโลเมตรจัดเป็นผืนป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ ผลการศึกษาครั้งนี้พบพื้นที่อาศัยเหมาะสมของชะนีมงกุฎประมาณ ๑,๗๕๓ ตารางกิโลเมตร และมีความหนาแน่นของชะนีน้อยกว่า ๑ ครอบครัว (๐.๖๐ ครอบครัว) ต่อตารางกิโลเมตร หรือ มีประชากรประมาณ ๑,๐๔๑ ครอบครัว หรือ ประมาณ ๔,๑๖๔ ตัว การศึกษาชะนีมงกุฎในครั้งนี้เป็นการศึกษาครั้งแรกที่มีในพื้นที่แห่งนี้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะมีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับชะนีมงกุฎเพิ่มเติมและต่อเนื่อง เนื่องจากพื้นนี้มีขนาดใหญ่ซึ่งจะเอื้อต่อพื้นที่อาศัยของชะนีมงกุฎอีกทั้งยังมีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ดังนั้นหากสามารถวางแผนและจัดการผืนป่าขนาดใหญ่แห่งนี้ให้คงอยู่ได้ พื้นที่อาศัยของชะนีมงกุฎก็อาจเพิ่มขึ้นได้ด้วย
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกของประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมด ๗๔๕ ตารางกิโลเมตร พบพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของชะนีมงกุฎประมาณ ๕๖๘ ตารางกิโลเมตร มีความหนาแน่นของชะนีน้อยกว่า ๑ ครอบครัว (๐.๕๙ ครอบครัว) ต่อตารางกิโลเมตร และมีจำนวนประชากรประมาณ ๓๓๕ ครอบครับ หรือ ๑, ๓๔๐ ตัว
อาจารย์ Warren ซึ่งทำการประเมินพื้นที่อาศัยของชะนีมงกุฎในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ในปี ๒๕๑๘ ว่ามีประมาณ ๙๒๒ ตารางกิโลเมตร ขณะที่รายงานของอาจารย์สมโภชน์ในปี ๒๕๓๒,๒๕๒๗ พบพื้นที่อาศัยของชะนีประมาณ ๑,๒๐๔ ตารางกิโลเมตรและจากการศึกษาร่วมกันของทั้งสองปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พบความหนาแน่นของชะนีมงกุฎในบริเวณคลองตาเรือ มีถึง ๖-๗ ครอบครัวต่อตารางกิโลเมตร
ตัวเลขที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลที่ทำการสำรวจในอดีตน่าสนใจตรงที่ว่าเราได้ค่าความหนาแน่นของชะนีมงกุฎที่ค่อนข้างต่ำมากตัวเลขนี้อาจชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ซึ่งเคยมีปริมาณชะนีมงกุฎปรากฎอย่างชุกชุมนั้น ในปัจจุบันได้ลดปริมาณลงไปเป็นอย่างมาก ซึ่งทีมวิจัยเองพบว่าจุดสำรวจแต่ละแห่งอยู่ในบริเวณที่ง่ายต่อการเข้าถึงและพื้นที่ดังกล่าวถูกรบกวนจากการล่าสัตว์ การทำสวนผลไม้และสวนกระวาน มาเป็นระยะเวลานานซึ่งน่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ข้อมูลที่ได้มีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จัดเป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มป่าตะวันออกมีพื้นที่ทั้งหมดถึง ๑,๐๓๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมของชะนีมงกุฎประมาณ ๘๗๕ ตารางกิโลเมตร ความหนาแน่นเท่ากับ ๑-๒ ครอบครัวต่อตารางกิโลเมตร และมีจำนวนประชากรชะนีมงกุฎประมาณ ๙๓๑ ครอบครับ หรือ ๓,๗๒๕ ตัว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีความสำคัญสำหรับชะนีมงกุฎ เนื่องจากมีพื้นที่ราบขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าดงดิบนอกจากนั้นพื้นที่ทางด้านใต้ยังติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว ซึ่งหากสามารถเชื่อมต่อพื้นที่ทั้งสองแห่งนี้ได้ จำนวนชะนีมงกุฎจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลทั้ง ๕พื้นที่อนุรักษ์ ที่ทำการศึกษาประชากร เราสามารถสรุปได้ว่าในพื้นที่ดังกล่าวมีประชากรชะนีมงกุฎอาศัยอยู่ประมาณ ๓,๐๕๕ ครอบครัว หรือ ๑๒,๒๐๐ ตัว ในพื้นที่อาศัยที่เหมาะสมทั้งสิ้นประมาณ ๓,๘๐๐ ตารางกิโลเมตร นี่คือฐานข้อมูลปัจจุบันที่มีความสำคัญยิ่งในการว่างแผนจัดการชะนีมงกุฎต่อไปในอนาคต
ผืนป่าผืนเล็กผืนน้อย…พบชะนีอยู่ประปราย
นอกจากนี้แล้วยังมีข้อมูลเบื้องต้นของการปรากฎและปัจจัยคุกคามชะนีมงกุฎจากการสำรวจในพื้นที่อนุรักษ์ขนาดเล็กทั้ง ๑๒ พบว่า ได้แก่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ และอุทยานแห่งชาติตาพระยา เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับอุทยานแห่งชาติทับลานชะนีมงกุฎยังสามารถพบได้ในสองพื้นที่อนุรักษ์นี้โดยเฉพาะแถบเทือกเขาบรรทัดและลำนางรอง

กลุ่มป่าเขาพนมดงรัก-ผาแต้ม
โดยกลุ่มป่าย่อมทางทิศตะวันตกของกลุ่มป่าเขาพนมดงรัก-ผาแต้ม ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยศาลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก จากผลการศึกษาที่ได้ในครั้งนี้ ไม่พบการปรากฎของชะนีมงกุฎในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญเป็นเวลา ๕-๖ ปีแล้ว ขณะที่ชะนีมงกุฎยังสามารถพบได้ในอีกสองพื้นที่อนุรักษ์ที่เหลือคือ ห้วยศาลา และพนมดงรัก โดยพบได้ในบริเวณใจกลางของพื้นที่ซึ่งยังมีป่าดงดิบที่สมบูรณ์
ส่วนกลุ่มป่าย่อยทางทิศตะวันออกของกลุ่มป่าเขาพนมดงรัก-ผาแต้ม อันประกอบไปด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม และอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย เราพบว่าชะนีสามารถพบได้ตามลำโดมใหญ่และลำโดมน้อย เนื่องจากตามสองฝั่งน้ำเต็มไปด้วยป่าที่สมบูรณ์ และประกอบไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสำคัญของชะนี หากเราดูจากพื้นที่ของกลุ่ม ป่าเขาพนมดงรัก-ผาแต้ม จะพบว่ามีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชาทางทิศใต้ และติดต่อกับประเทศลาวด้านทิศตะวันออกซึ่งพื้นที่ดังกล่าวมีปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งซึ่งมีผลต่อการเข้าพื้นที่ศึกษาและวิจัยสัตว์ป่าก็คือการมีทุ่นกับระเบิดที่ยังสามรถใช้งานได้อยู่รอบพื้นที่ทำให้เราได้ข้อมูลของชะนีมงกุฎน้อยลงไป นอกจากนี้พื้นที่ดังกล่าวยังพบปัญหาการล่าสัตว์ทั้งจากคนในพื้นที่และจากประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งลักษณะของพื้นที่อนุรักษ์ในแถบนี้มีลักษณะยาวและแคบ เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้การลาดตระเวรและควบคุมเป็นไปได้ยาก ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมากในการอยู่รอดของประชากรชะนีมงกุฎที่อาศัยอยู่ตามหย่อมป่าพนมดงรัก-ผาแต้ม
กลุ่มป่าตะวันออก (ป่ารอยต่อ ๕ จังหวัด)
ประกอบด้วย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาว และพื้นที่อนุรักษ์ขนาดเล็กอีกห้าพื้นที่ โดยที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวที่ไม่พบชะนีมงกุฎในพื้นที่แล้ว เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ มีลักษณะเป็นเกาะถูกล้อมรอบด้วยหมู่บ้านและกิจกรรมของมนุษย์ รวมถึงการล่าสัตว์และการรุกล้ำพื้นที่ป่าซึ่งมีทั่วทั้งพื้นที่ สำหรับในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฎซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวทางด้านทิศเหนือโดยมีคลองทุ่งเพลเป็นเขตแดนธรรมชาติกั้นระหว่างสองพื้นที่ที่ยังสามารถพบเห็นชะนีมงกุฏได้อยู่
ทางด้านอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง และอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วสองพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ป่าขนาดเล็กที่มีลักษณะเป็นเกาะ ชะนีมงกุฎยังสามารถพบได้ทุกพื้นที่ในบริเวณป่าที่สมบูรณ์ใกล้ลำน้ำเช่น คลองพลู คลองปลาก้าง ในอุทยานแห่งชาติเขาชะเมา-เขาวง และคลองนารายณ์ คลองตรอกนอง คลองมะกอก ในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว เป็นต้น
สำหรับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองเครือหวายมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ภายในพื้นที่มีลักษณะแตกแยกออกเป็นส่วนๆ มีอาณาเขตติดกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และยังติดต่อกับประเทศกัมพูชาทางด้านทิศตะวันออก ที่นี่เราได้ข้อมูลของชะนีมงกุฎที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเพราะตำแหน่งที่เราพบปรากฎว่ากระจายอยู่ทั่วทั้งพื้นที่แม้กระทั้งในบริเวณที่ติดกับสวนผลไม้

ข้อมูลส่วนหนึ่งที่เราได้จากการการสำรวจวิจัยนั้นคือ เรื่องราวของปัจจัยการคุกคามต่อความอยู่รอดของชะนีมงกุฎ ซึ่งเราสรุปได้ทั้งสิ้น ๕ ปัจจัย ด้วยกัน โดยปัจจัยที่ถือเป็นปัญหาหลักและเกิดขึ้นในทุกพื้นที่นั้นคือพื้นที่อยู่อาศัยถูกทำลายและแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ซึ่งสาเหตุล้วนเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน การทำเกษตร การบุกรุกพื้นที่ เป็นต้น ทำให้พื้นที่ป่าถูกแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มย่อย และยังเอื้อต่อการเข้าถึงป่าได้ง่ายขึ้น ช่วยทำให้การล่าสัตว์และการลักลอบตัดไม้เป็นไปได้สะดวกยิ่งขึ้น ที่สำคัญก็คือมีผลทำให้ประชากรของชะนีถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยด้วยเช่นกัน โดยจะส่งผลให้ประชากรกลุ่มย่อยๆ ที่ถูกแบ่งนั้น มีโอกาสที่จะเกิดการผสมพันธุ์กันเองภายในกลุ่ม ไม่มีการแลกเปลี่ยนด้านพันธุกรรมกับประชากรในกลุ่มอื่น ก่อให้เกิดความอ่อนแอทางสายพันธุ์ในรุ่นต่อไป โอกาสที่จะสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่จึงเป็นไปได้ง่าย ในเรื่องของการสร้างถนนและสร้างเขื่อนก็ถือเป็นอีกปัจจัยคุกคามหนึ่งต่อชะนีมงกุฎ โดยการตัดถนนผ่านพื้นที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นถนนธนรัตน์ทางหลวงสาย ๒๐๙๐ ผ่านใจกลางพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทางหลวงหมายเลข ๓๐๔ ซึ่งแบ่งแยกผืนป่าเขาใหญ่ และทับลานออกจากกัน ทางหลวงสาย ๒๓๘ ตัดผ่านพื้นที่ป่าตาพระยาและดงใหญ่ เป็นต้น
กรณีตัวอย่างเช่น เส้นทางจากบ้านหนองคอก-วังน้ำเย็น ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านพื้นที่ป่าเขาอ่างฤาไน เส้นทางนี้ทำให้พื้นที่ป่าแบ่งออกเป็นสองส่วนส่งผลให้ประชากรชะนีมงกุฎโดนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มเช่นกันคือ กลุ่มประชากรขนาดใหญ่ทางทิศใต้ และกลุ่มประชากรขนาดเล็กบริเวณทิศเหนือแถบเขาตะกรุบ ซึ่งประชากรกลุ่มขนาดเล็กนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปจากพื้นที่ได้ง่ายมากเนื่องจากพื้นที่มีลักษณะเป็นเกาะ ดังนั้นเราจึงถือว่าเส้นทางที่ตัดผ่านป่าเป็นปัจจัยคุกคามที่มีผลโดยตรงต่อ
นอกจากการสร้างถนนแล้วการสร้างเขื่อนยังส่งผลกระทบต่อป่าไม้และสัตว์ป่า เนื่องจากพื้นที่อยู่อาศัยถูกน้ำท่วมจึงถือเป็นปัจจัยคุกคามที่ส่งผลทำให้พื้นที่อยู่อาศัยของชะนีมงกุฎลดลง ปัญหาการล่าสัตว์ซึ่งนับว่าเป็นสาเหตุโดยตรงที่มีผลต่อจำนวนประชากรของชะนีมงกุฎ ในระหว่างเก็บข้อมูลภาคสนามในหลายพื้นที่ได้พบเห็นคนลักลอบล่าสัตว์ และแค้มป์ของผู้ลักลอบเข้ามาหาไม้หอม นอกจากนั้นเสียงปืนยังได้ยินทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน เนื่องจากชะนีเป็นสัตว์ที่มักจะถูกล่าโดยเกิดจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบของพื้นที่ บุลคลต่างถิ่น และประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำมาเลี้ยงซึ่งเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าการนำลูกของชะนีมาเลี้ยงนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฆ่าแม่ก่อน เพราะลูกชะนีจะเกาะอยู่ที่อกแม่ตลอดระยะเวลาสองปี ปัญหานี้เรายังพบอยู่แม้ในปัจจุบัน สำหรับการนำชะนีมาเป็นสัตว์เลี้ยงมักเกิดปัญหาตามมา นั่นคือเจ้าของไม่สามารถเลี้ยงดูมันได้ตลอดไป เนื่องจากเมื่อชะนีโตขึ้นมันมักจะดุและก้าวร้าว บางครั้งสามารถทำร้ายได้แม้กระทั่งเจ้าของตัวเอง จากเหตุผลดังกล่าวทำให้เจ้าของพยายามนำชะนีของตนมาปล่อยไว้ที่วัด หรือมอบให้กับทางราชการ นอกจากนั้นยังพบว่าชะนีเลี้ยงส่วนใหญ่จะขาดสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกายอีกด้วยซึ่งจากการสำรวจในพื้นที่อนุรักษ์ทั้ง ๑๗ แห่ง เราพบว่าชะนีที่ชาวบ้านนำมาปล่อยไว้หลายๆพื้นที่ การลักลอบเก็บหาของป่าก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง โดยพบว่าการหาไม้หอม และกระวานของชาวบ้าน มักฉวยโอกาสดังกล่าวในการล่าสัตว์รวมทั้งชะนีด้วย ไม้หอม(Aquillaria crassna) เป็นไม้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับคนเก็บหาของป่าเนื่องจากเป็นไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจสูง เป็นที่ต้องการของตลาด มีกระจายอยู่มากบริเวณกลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ นอกจากการเข้าหาไม้หอมแล้ว คนเก็บหาของป่าเหล่านี้ยังใช้โอกาสนี้ล่าสัตว์ด้วย ส่วนกระวาน (Amomum krevanh) นั้นพบว่าพื้นที่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสอยดาวบางแห่งเต็มไปด้วยสวนกระวาน เจ้าของสวนเหล่านี้ได้รับสัมปทานซึ่งทำให้สามารถอยู่ในบริเวณสวนของตนเองได้ตลอดฤดูเก็บเกี่ยวกระวาน (ประมาณ ๓-๔ เดือนต่อปี) ระยะเวลาที่อยู่ในป่านานเช่นนี้ การล่าสัตว์และลักลอบตัดไม้อาจเกิดขึ้นได้ง่าย สิ่งสุดท้ายที่เราอยากจะกล่าวถึงนั้นคือ การขาดการศึกษาวิจัย และการตระหนักถึงการอนุรักษ์ชะนีมงกุฏอย่างจริงจังเพราะจากการติดตามสำรวจ ประชากรในครั้งนี้เรายังได้ข้อมูลที่น่าหดหู่ใจตรงที่ว่าประชาชนในทุกพื้นที่ยังขาดความรู้เกี่ยวกับชะนีเป็นอย่างมาก โดยทัศนคติส่วนใหญ่ไม่ได้คำนึงถึงความสำคัญที่ชะนีมีต่อระบบนิเวศการให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ชะนีมงกุฎให้แก่ประชาชนในพื้นที่น่าจะเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยที่จะต้องดำเนินต่อไปในอนาคต

ณ วันนี้ เรามีข้อมูลพื้นฐานเพียงพอที่จะบอกอะไรได้หลายๆ อย่างโดยเฉพาะพื้นที่ป่าอนุรักษ์กับปรากฏของชะนี แม้ว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ที่ทำการสำรวจจะมีการพบเห็นชะนีมงกุฏอาศัยอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะละเลยความสำคัญและพุ่งเป้าไปที่การอนุรักษ์ชะนีมงกุฏเฉพาะในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีข้อมูลความหนาแน่นของประชากรค่อนข้างสูง เพราะเรายังเข้าใจดีว่าการศึกษาประชากรชะนีมงกุฏในครั้งนี้มีระยะเวลาศึกษาเพียง ๑๒ เดือน โดยมีพื้นที่เป้าหมายถึง ๑๗ แห่ง ระยะเวลาดังกล่าวไม่พอเพียงสำหรับการศึกษาแบบเข้มข้นในแต่ละพื้นที่ วิธีการศึกาประชากรชะนีแบบฟังเสียง (Listening Post Surveys) ควรจะกระทำในพื้นที่ขนาดเล็กทั้ง ๑๒ แห่งด้วย เพื่อให้การสำรวจครั้งนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ขอบเขตการกระจายของชะนีชนิดนี้ยังสามารถพบในพื้นที่ป่าของลาว และกัมพูชา หากเราหวังผลถึงการอนุรักษ์ชะนีมงกุฏให้ได้ผลดี เรื่องของความร่วมมือระหว่างประเทศก็นับว่ามีความจำเป็นไม่น้อย ที่ประเทศไทยเราจะต้องประสานความร่วมมือนี้ ในส่วนของประเทศไทยเอง เราพบว่าปัญหาหลายอย่างที่เป็นปัจจัยคุกคามต่อประชากรชะนีมงกุฏในปัจจุบันยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นข้อมูลหลายอย่างที่บ่งชี้ถึงปัญหาเหล่านี้ เชื่อว่าเพียงพอในระดับหนึ่งสำหรับเป็นส่วนหนึ่งของการหาแนวทาง แก้ไขปัญหาเป็นต้นว่า การแก้ปัญหาพื้นที่อยู่อาศัยของชะนีถูกทำลาย และแบ่งแยกออกเป็นส่วนๆ ทางออกหนึ่งที่อาจช่วยลดความรุนแรงของปัญหาข้างต้นได้ก็คือ การทำแนวเชื่อมต่อของป่า (Forest Corridors) ระหว่างกลุ่มป่าย่อยในประเทศ และกลุ่มป่าตามแนวชายแดนระหว่างประเทศ การทำแนวเชื่อมป่านี้ มีประโยชน์มากสำหรับชะนี เนื่องจากจะช่วยเพิ่มพื้นที่หากินและพื้นที่อยู่อาศัยให้ชะนีแล้ว ยังช่วยให้ชะนีสามารถติดต่อกับชะนีที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงได้อีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น การศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับด้านชีววิทยา นิเวศวิทยา และพฤติกรรมของชะนีมงกุฏเช่น พื้นที่อาศัยที่เหมาะสม และการกระจายของชะนีมงกุฏก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากการได้มาซึ่งข้อมูลเหล่านี้มึความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเฝ้าติดตามดูชะนีอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่จะต้องดำเนินการติดตามประชากรชะนีมงกุฏต่อไปในอนาคต ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเลือกพื้นที่สำหรับการศึกาวิจัยเรื่องเหล่านี้ และเป็นไปได้ว่าในปี ๒๕๔๙ งานวิจัยชะนีมงกุฏจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อลงลึกในรายละเอียดต่างๆ โดยเฉพาะในแง่ของการติดตามประชากร
ในความรู้สึกลึกๆ ที่เราได้รับมาจากการวิจัยทุกครั้งที่เราได้ข้อมูลชะนีมงกุฏซึ่งมีเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์สร้างความไพเราะให้กับผืนป่าและสถานที่เหล่านั้นมักเป็นป่าขนาดใหญ่ ต้นไม้สูงๆ มีเรือนยอดชิดติดกัน พื้นที่อยู่อาศัยเหล่านี้คือลักษณะโครงสร้างป่าดงดิบที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่พวกเราจะบอกว่าชะนีมงกุฏคือสัญลักษณ์หนึ่งของป่าดงดิบ และเหมาะสมที่จะใช้เป็นตัวแทนของการอนุรักษ์สัตว์ป่า (Flagship Species) ความรู้สึกเข้าใจ และตระหนักถึงความอยู่รอดของชะนีมงกุฏเหล่านี้ เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเฉพาะเพียงแต่กลุ่มคนเล็กๆ ที่เข้ามาทำงานตรงจุดจุดนี้ แต่เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในอนาคตการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และความสำคัญของชะนีมงกุฏที่มีต่อระบบนิเวศ จะเกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยทุกๆ คน อนาคตของชะนีมงกุฏจะเป็นอย่างไรคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง หากอยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจจากหลายๆ ฝ่ายร่วมกัน ซึ่งคงไม่ต้องบอกกระมังว่า…คุณเป็นหนึ่งในนั้นด้วยหรือไม่
เรื่อง วรานุส 61
การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org
หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ Creative Commons
สงสัย คุณเจน กู๊ดดอล มาเกิดในเมืองไทยอีกคนแล้ว
ชื่อ รุ้งนภา …(เติมเอง)
ลักษณะผมแกก็ให้อยู่นะครับ ถ้าไปโกรกสีดอกเลาสักหน่อย หุหุหุ
ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลพื้นฐาน
ขอบคุณมากสำหรับข้อมูล