ถ้ำหินปูน  หนทางรอดของค้างคาวหน้ายักษ์กุมกรรณ

ถ้ำหินปูน หนทางรอดของค้างคาวหน้ายักษ์กุมกรรณ

Bat01

จากรายงานการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ พบว่าในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น นับได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์สูงมากแห่งหนึ่งของโลก  แต่ด้วยเหตุผลจากปัจจัยการรบกวนโดยกิจกรรมต่างๆของมนุษย์เช่น การทำลายและเปลี่ยนแปลงพื้นที่เป็นที่อยู่อาศัยจากสภาพป่าเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ในอัตราที่สูงมากในปัจจุบัน  ถือได้ว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สัตว์หลายชนิดมีโอกาสสูญพันธุ์ ไปในที่สุด  ซึ่งมีมีการคาดการณ์กันไว้ว่า  ประมาณ 42% ของชนิดที่เป็นสัตว์เฉพาะถิ่น (endemic) จะสูญพันธุ์ภายในปี ค.ศ. 2100 หรือ อีกเพียงไม่ถึง 100 ปี ข้างหน้านี้   โดยมีตัวอย่างที่ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศสิงคโปร์ ที่พบว่า สิ่งมีชีวิตจำนวน 881 ชนิดได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศนี้แล้ว (28% จาก 3,196 ชนิด รวมสัตว์ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ)

จากปัญหาดังกล่าว เราพบว่า สัตว์ป่า ในกลุ่มค้างคาวเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไวต่อความเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่นกัน ดังเช่นกรณีศึกษาในประเทศสิงคโปร์นักวิทยาศาสตร์พบว่า  67% ของชนิดค้างคาวได้สูญหายไปจากพื้นที่แล้ว  ซึ่งถิ่นอาศัยหลักของค้างคาวทั้งสองชนิดนี้คือเขาหินปูน อันเป็นพื้นที่เปราะบางที่กำลังลดน้อยลงเรื่อยๆ อันทีสาเหตุมาจากการระเบิดหินเพื่อนำมาก่อสร้างที่อยู่อาศัยนั่นเอง

Bat03ในประเทศไทยเรา จะเห็นว่าถ้ำหินปูนที่ตั้งอยู่สองข้างทางมักถูกล้อมรอบด้วยบ้านเรือนที่อยู่อาศัย  ทุ่งนา สวนผลไม้  หรือพื้นที่เกษตรกรรมอื่นๆ และ ในสายตาของคนทั่วไปแล้ว ภูเขาหินปูนเหล่านี้ อาจเป็นเพียงเขาหินปูนธรรมดาๆ ที่ ไม่ได้มีค่าความหมายใดต่อการให้นึกถึง  ไม่มีประโยชน์ ปลูกพืชผลอะไรก็ไม่ได้  เขาหินปูนจะอยู่หรือจะไปก็ไม่ได้มีผลต่อความเป็นอยู่ของใครๆ  นี่คงเป็นจินตนาการเกี่ยวกับถ้ำหินปูนของผู้คนที่ผ่านไปมา  แต่ในทางกลับกันในหมู่ของผู้ที่สนใจเกี่ยวกับธรรมชาติวิทยาต่างๆ  เขาหินปูนคือพื้นที่ที่น่าสนใจและรอการศึกษา เพราะ ยังมีพืชหายากหรือสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ที่ยังตกสำรวจอยู่มากมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากว่า ความสูงชันของเขาหินปูนเปรียบเสมือนเป็นกำแพงสำหรับกั้นทุกอย่างจากโลกภายนอกทั้งจากผู้คนและจากนักวิจัยนั่นเอง

อย่างไรก็ดี เมื่อได้มีศึกษาในพื้นที่เขาหินปูน กลับมีการค้นพบที่น่าสนใจมากมาย ดังเช่นกรณีรายงานการสำรวจเขาหินปูนของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งได้สำรวจถ้ำเกือบทั่วคาบสมุทรไทย จำนวน 117 ถ้ำ  นักวิจัยได้สำรวจพบค้างคาวหลายชนิด  และหนึ่งในนั้นคือค้างคาวที่ไม่มีรายงานการพบเห็นและหายไปจากการสำรวจค้างคาวในเมืองไทยมานานแล้ว  นั่นคือค้างหน้ายักษ์กุมกรรณ (Hipposideros turpis)
จากจำนวนร้อยกว่าถ้ำที่นักวิจัยชุดนี้ดำเนินการสำรวจ กลับพบว่ามีเพียง 8 ถ้ำเท่านั้นที่สำรวจพบค้างคาวค้างหน้ายักษ์กุมกรรณ ชนิดนี้   โดยมีรายงานอยู่ในพื้นที่  3 จังหวัด  อันประกอบด้วย  กระบี่ ตรัง และนครศรีธรรมราช ที่น่าสนใจและน่าเป็นห่วงยิ่งคือ ถิ่นอาศัยของค้างคาวชนิดนี้อยู่ใน เขาหินปูนที่ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งอยู่พื้นที่ป่าอนุรักษ์  และยังถูกล้อมรอบด้วยหมู่บ้าน สวนยางพาราและปาล์มน้ำมัน นี่คือสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง….

Bat02

ค้างหน้ายักษ์กุมกรรณถูกจัดเป็นสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์  ถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered species) ของ IUCN ในปี ค.ศ. 1996 ซึ่งถือว่าความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติภายในอนาคต กล่าวคือ มีประชากรลดลงเกินครึ่งภายในระยะเวลา 10 ปี หรือ ภายใน 3 รุ่น (generation) เนื่องจากการลดลงของพื้นที่อาศัย และหรือคุณภาพของที่อยู่อาศัย จากการจัดสถานภาพดังกล่าวถือว่าเป็นสัตว์ป่าที่มีความสำคัญเร่งด่วนที่จะจัดการคุ้มครองและรักษาประชากรให้คงอยู่ ซึ่งสถานภาพในปัจจุบันอาจเปลี่ยนไปเนื่องจากยังไม่มีการสำรวจเพื่อประเมินจำนวนประชากรแต่อย่างใด

Bat04จากหนังสือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมของหมอบุญส่ง กล่าวว่า  ค้างหน้ายักษ์กุมกรรณ  พบทางตอนใต้ของไทยและบางพื้นที่ในประเทศเวียดนาม แต่เมื่อการเทียบตัวอย่างกับที่พบที่เวียดนามแล้ว  มีความแตกต่างกันทั้งทางลักษณะภายนอกและความถี่ของคลื่นเสียงที่ปล่อยออกมา (คลื่นความถี่เสียงที่ค้างคาวปล่อยออกมาในแต่ละชนิดจะมีความถี่ไม่เท่ากัน  คลื่นความถี่เสียงของค้างคาวจึงสามารถใช้จำแนกชนิดได้)  ดังนั้น ค้างคาวหน้ายักษ์กุมกรรณที่พบในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยนั้น  จึงเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นและเสี่ยงกับการสูญพันธุ์อย่างยิ่ง จากการศึกษาวิจัย ในครั้งนี้ นับว่าเป็นกรณีศึกษาหนึ่ง ที่ชี้ให้เราได้เห็นว่า เขาหินปูนซึ่งเป็นที่อยู่ของค้างคาวหลายชนิดนั้นกำลังลดลงหรือถูกทำให้เสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ  และส่งผลโดยตรงต่อพืชและสัตว์หลายชนิดพันธุ์ที่ใช้เขาหินปูนเป็นบ้านหรือถิ่นที่อยู่อาศัย  ในวันนี้ บ้านของพืชและสัตว์เหล่านี้ยังไม่ได้รับการปกป้องอย่างดีพอ  สิ่งมีชีวิตหลายชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ โดยที่บางชนิดพันธุ์เรายังไม่เคยรู้ว่ามันเคยมีอยู่เสียด้วยซ้ำไป

น่าสนใจว่า… ภาระหน้าที่ในการรักษาทรัพยากรเหล่านี้เป็นของใคร เพราะเท่าที่รู้ๆ กันอยู่ในวันนี้คือ  เขาหินปูนส่วนใหญ่ ที่อยู่นอกเขตอนุรักษ์ของประเทศไทย ยังคงถูกเพิกเฉย ทั้งจากภาครัฐและประชาชนทั่วไป หรือว่าทางรอดของค้างหน้ายักษ์กุมกรรณ จะเป็นแสงสว่างอันน้อยนิดที่ปลายปากถ้ำ…เพียงเท่านั้นเอง

เอกสารอ้างอิง

Puechmaille, S. J., Soisook, P., Yokubol,M., Piyathip, P., Ar Gouilh, M., Khin, M. M.,     Khin,K. K., Mackie, I., Bumrungsri, S., Dejtaradol, A., Tin, N., Hla Bu, S. S.,     Satasook, C., Bates, P. J. and Teeling, E. C. 2009. Population size, distribution,     threats and conservation status of two endangered bat species Craseonycteris     thonglongyai and Hipposideros turpis. Endangered species research. Preprint,     2009.

เรื่องและภาพโดย
Bat Research Unit

การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org

หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ Creative Commons

6 ความเห็น »

  1. Nice Says:

    เป็นบทความที่น่าสนในค่ะ ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นะคะ

    comment-bottom
  2. tono_pwrs Says:

    โอ้..อีกไม่นานคนเราก็จะครองโลกจริงๆๆแล้วหรือ
    ทำไมช่างน่าเสียใจเช่นนี้

    comment-bottom
  3. pooka_wildlife29 Says:

    เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากว่ามันเกือบจะสูญพันธุ์แล้ว และเราเองยังไม่เคยเห็นมันตัวเป็นๆเลยสักครั้ง

    comment-bottom
  4. หนูไนท์ Says:

    เเย่จังไกล้จะสูญพันธุ์เเล้วอ่ะอยากเห็นเเต่ก็ไม่ค่อยมีให้เห็น

    comment-bottom
  5. หนูไนท์ Says:

    เเต่ก็ขอบคุณที่ให้ความรู้ดีๆสำหรับค้างคาวนะคะ

    comment-bottom
  6. จริงเหรอเปล่าว่าถ้าน้ำถ่วมโลกต้องสร้างอุโมงค์ใต้ดินที่ถ้ำหินปูน

    comment-bottom

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URL

ใส่ความเห็น