
ทำไมคนส่วน ใหญ่ถึงเกลียดและกลัวงู เพราะเมื่อ กล่าวย้อนไปถึง เมื่อบรรพบุรุษ ของเรายังเป็นลิงกันอยู่ งูเป็นศัตรูตัวสำคัญที่กินลิงเป็นอาหาร ดังนั้น ต้นบรรพบุรุษของเรา จึงต้องมีการระมัดระวังตัวและอยู่ห่างๆจากงูเข้าไว้ และสุดท้ายลักษณะดังกล่าวก็ได้ถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมมาจนถึงในปัจจุบันเราสามารถสังเกตได้ครับในลูกลิงแรกเกิดที่ไม่เคย พบเห็นงูมาก่อนก็มีพฤติกรรมกลัวงูตั้งแต่ครั้งแรกที่พบเห็นร่วมกับการสั่งสอนของพ่อแม่และปู่ย่าตายายของเรา ทำให้บางคนเมื่อเห็นงูก็วิ่งไปไกลหรือบางคน ไม่ต้อง พิจารณา ตีให้ตายก่อนแล้วค่อยถามทีหลัง เกิดเป็นงูนี่ก็ลำบากนะครับ
เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ เมื่อพูดถึงคำว่า “งูน้ำ” ชาวบ้านและชาวประมงท้องถิ่นที่หาปลากันตามแหล่งน้ำจืด ไม่ว่าจะเป็นห้วยหนองคลองบึงสระฯลฯ น่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีงูกลุ่มนี้เป็นกลุ่มงูที่สร้างความเสียหายอย่างมากกับเครื่องมือที่ใช้ในการหาปลาโดยเฉพาะตาข่ายดักปลาเพราะงูจะเข้ามาติดตาข่ายตายเป็นจำนวนมากเมื่อเก็บตาข่ายจึงต้องเสียเวลาปลดงูออกบางรายจำเป็นต้องตัดตาข่ายหรือในบางรายถึงกับทิ้งตาข่ายไปเลยนั่นเป็นปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อเรามองในมุมของเศรษฐศาสตร์ครับแต่เมื่อเรามองในอีกมุมหนึ่งบทบาทและความสำคัญของงูน้ำในระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดเป็นอย่างไรถ้างูน้ำหายไปจากพื้นที่จะเกิดอะไรขึ้นเหล่านี้ก็ยังคงเป็นปัญหาที่รอการแก้ไขซึ่งในขั้นต้นการศึกษาเพื่อเก็บข้อมูลพื้นฐานเช่นถิ่นอาศัยอาหารการสืบพันธุ์เป็นต้นเป็นส่วนสำคัญที่เราสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการวางแผนในการอนุรักษ์ รวมทั้งหาแนวทางเพื่อลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อีกด้วย

หนองปลาแขยงเป็นหนองน้ำที่ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี แต่เดิมนั้นพื้นที่เป็นที่ราบต่ำ และมีน้ำขังตลอดปี แต่เมื่อปีพ.ศ.๒๕๒๔ ได้มีการสร้างฝายกั้นน้ำเพื่อกันน้ำไว้ใช้โดยเป็นความร่วมมือกัน ระหว่าง ภาครัฐและเอกชนและต่อมากรมทางหลวงได้สร้างทางหลวงสายสุวรรณศร(อำเภอประจันตคามอำเภอกบินทร์บุรี)ตัดผ่านจึงกลายเป็นแนวกันน้ำอีกด้านหนึ่ง ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นหนองน้ำมาจนถึงทุกวันนี้ มีพื้นที่โดยรวมประมาณ๔๐๐ไร่ สามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ ๑,๙๒๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร และก็ยังมีหนองขนาดเล็กกระจาย อยู่โดยรอบอีกเป็น จำนวนมาก ในปัจจุบันก็มีการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างหลากหลายเช่นเพื่อการเลี้ยงสัตว์เพื่อการทำน้ำประปามีการสร้างสวนสาธารณะเพื่อใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจการออกกำลังกายและการนันทนาการทั้งนี้จากการที่พื้นที่นี้มีทรัพยากรสัตว์น้ำจำพวกปลาน้ำจืดจำนวนมาก เช่น ปลากระดี่ ปลากริม ปลาสลิด ปลาแขยงข้างลาย ปลาบู่ทราย ปลาช่อน ปลาชะโด ปลาปักเป้าน้ำจืดปลาสวายและกลุ่มปลาในวงศ์ปลาตะเพียนหลายชนิดเป็นต้นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนใหญ่จึงเป็นการใช้เพื่อการประมงน้ำจืดทั้งจากชาวบ้านโดยรอบพื้นที่ และชาวประมงจากพื้นที่ต่างๆที่แวะเวียนมาหาปลากันเป็นประจำ นอกจากพันธุ์สัตว์น้ำแล้วหนองปลาแขยงยังมีพันธุ์พืชหลายชนิดโดยชนิดที่โดดเด่นและพบได้ตลอดพื้นที่ได้แก่ บัวหลวงและต้นกกส่วนทางด้านพันธุ์สัตว์นั้นนอกจากสัตว์น้ำจำพวกปลาน้ำจืดแล้วพันธุ์สัตว์กลุ่มอื่นก็มีความหลากหลาย กลุ่มนก เช่น เป็ดคับแค นกกาน้ำเล็ก เหยี่ยวขาว นกกระปูดใหญ่ นกจาบคาเล็ก นกเอี้ยงด่าง นกกระจาบทอง เป็นต้น กลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เช่น กบหนอง อึ่งอ่างบ้าน คางคก อึ่งน้ำเต้า เขียดจิก เป็นต้น กลุ่มสัตว์เลื้อยคลาน เช่น งูเห่า งูสิง งูทางมะพร้าวธรรมดา กิ้งก่าชนิดต่างๆ และตัวเหี้ย เป็นต้น และที่ขาดไม่ได้ในหนองน้ำแห่งนี้ และถือเป็นตัวเอกของบทความนี้นั่นก็คือ “งูน้ำ” ครับ

อย่างที่กล่าวไปแล้วสำหรับคนชนบทนั้นน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดีแต่สำหรับคนเมืองนี่แค่คำว่างูอย่างเดียวก็ขยะแขยงแล้วครับ ถ้าเพิ่มเป็น งูน้ำ นี่ท่าทางจะแย่หนักกว่าเก่า อย่างแรกเรามาทำความรู้จักกับอนุกรมวิธาน (Taxonomy) ของงูเหล่านี้ก่อนครับ ในอาณาจักรสัตว์ (Animal kingdom) งูน้ำจัดอยู่ในชั้นสัตว์เลื้อยคลาน (Class Reptilia) อันดับของกิ้งก่าและงู (Order Squamata) ในอันดับย่อยของงู (Suborder Ophidia) และอยู่ในวงศ์ Homalopsidae เดิมงูน้ำเป็นเพียงวงศ์ย่อยในวงศ์ Colubridae แต่เนื่องจากมีลักษณะทั้งทางสัณฐานวิทยาที่แตกต่างออกไป ซึ่งก็เป็นการปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ในน้ำ อันได้แก่ตำแหน่งของดวงตาและรูจมูกที่เลื่อนขึ้นมาทางด้านส่วนบนของหัวรูจมูกมีลิ้นสำหรับปิดและเปิดปากสามารถปิดได้สนิท อวัยวะภายในส่วนใหญ่เลื่อนไปอยู่ด้านท้ายลำตัวทำให้ลำตัวส่วนหน้ามีลักษณะเรียว และลำตัวส่วนท้ายป้อม บางชนิดส่วนหางจะแบนข้างคล้ายใบพาย และในชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำกร่อยจะมีต่อมขจัดเกลือ จากลักษณะดังกล่าวนี้ งูน้ำจึงได้รับการยกระดับจากวงศ์ย่อย(Subfamily)ให้เลื่อนขึ้นมาเป็นระดับวงศ์(Family)และในปัจจุบันหลักฐานทางชีวโมเลกุล (Molecular) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ใช้สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกันครับ ทั่วโลกมีงูน้ำทั้งหมด ๓๘ ชนิด โดยในสกุล Enhydris (แปลตรงตัวว่า อยู่ในน้ำ) มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดถึง ๒๔ ชนิด งูน้ำมีขอบเขตการแพร่กระจายตั้งแต่ Pakistan’s Indust River ประเทศปากีสถาน ไล่มาทางตะวันออกจนถึงรัฐ Queensland ในประเทศออสเตรเลีย แหล่งอาศัยสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ประเภทหลัก คือ งูน้ำที่อาศัยในแหล่งน้ำจืด กับ งูน้ำที่อาศัยในแหล่งน้ำกร่อยและน้ำเค็ม ส่วนในประเทศไทย งูน้ำ สามารถพบได้ทั่วทั้งประเทศ มีจำนวนทั้งหมด ๑๕ ชนิด โดยมีทั้งชนิดที่อาศัยในแหล่งน้ำจืด และชนิดที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำกร่อยและน้ำเค็มครับ คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๘๒ ของจำนวนชนิดงูทั้งหมดดังนั้นจึงถือว่าประเทศไทยนี่ก็มีความสำคัญเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์กลางการกระจายของงูในกลุ่มนี้ได้เลยทีเดียวครับ
เกริ่นมาซะยืดยาว อ่านไปหาวกันไปหลายรอบ ทีนี้เรามาถึงชีวิตของงูน้ำที่ หนองปลาแขยงของเราแล้วครับ ในหนองแห่งนี้จากการเก็บตัวอย่างงูน้ำที่ติดตาข่ายของชาวประมงทุกเดือนเป็นระยะเวลา๑ปีพบว่างูส่วนใหญ่จะติดตาข่ายที่วางไว้ริมแม่น้ำที่มีวัชพืชขึ้นอยู่หนาแน่น โดยงูน้ำที่เก็บมาได้ทั้งหมด จำแนกออกเป็น ๔ ชนิด ได้แก่ งูสายรุ้งธรรมดา (Enhydris enhydris) งูปลิง (Enhydris plumbea) งูไซ (Enhydris bocourti) และงูหัวกะโหลก (Homalopsis buccata)ครับ ถือว่าความหลากหลายด้านชนิดของงูน้ำในหนองน้ำแห่งนี้อยู่ในระดับปานกลางครับ เมื่อเทียบกับแหล่งน้ำอื่นๆ เช่น เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดที่จังหวัดนครสวรรค์หรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยที่จังหวัดพัทลุงครับส่วนในเรื่องของความชุกชุมนี่งูสายรุ้งธรรมดากินขาดครับตามมาด้วยงูหัวกระโหลกงูปลิงและงูไซตามลำดับซึ่งเคยมีนักวิจัยชาวต่างชาติได้รายงานเอาไว้ครับว่า งูสายรุ้งธรรมดา เป็นงูหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่มีจำนวนมากที่สุดในโลกเลยทีเดียวครับ งูพวกนี้จัดว่าเป็นงูขนาดเล็กครับความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงช่องเปิดทวาร(SVL)ไม่เกิน๑เมตรและน้ำหนักไม่ถึง๑กิโลกรัมมีเพียงแต่งูหัวกระโหลกที่มีขนาดลำตัวยาวเกิน๑เมตรขนาดระหว่างเพศก็มีความแตกต่างครับงูเพศเมียมีขนาดใหญ่กว่าเพศผู้ยกเว้นความยาวหางครับในงูเพศผู้จะมีความยาวของหางมากกว่างูเพศเมียก็เพราะว่างูเพศผู้จะใช้โคนหางในการเก็บอวัยวะสืบพันธุ์ (Hemipenis) ที่มีอยู่ถึงสองอันเอาไว้ ซึ่งก็เหมือนกับงูชนิดอื่นๆโดยทั่วไปครับ แต่เมื่อถึงคราวใช้นั้นจะใช้เพียงข้างเดียวเท่านั้นส่วนจะใช้ด้านซ้ายหรือด้านขวานั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าจะเข้าหางูเพศเมียทางด้านไหนครับ
งูน้ำที่อาศัยในแหล่งน้ำจืดมีอาหารหลัก คือ ปลาในแหล่งน้ำนั้นๆครับ และในหนองน้ำแห่งนี้ก็เช่นกัน อาหารหลักของงูสายรุ้งธรรมดา งูหัวกระโหลก และงูไซ ก็คือปลา ได้แก่ ปลาในวงศ์ปลาตะเพียน (Family Cyprinidae) วงศ์ปลาสลิด (Family Belontiidae) วงศ์ปลาแขยง (Family Bagridae) วงศ์ปลาช่อน (Family Channidae) วงศ์ปลาหมอ (FamilyAnabantidae)วงศ์ปลาหลดและปลากระทิง(FamilyMastacembatidae)อย่างไรก็ตามปลาที่พบในกระเพาะอาหารของงูน้ำทั้ง4ชนิดนี้มีความแตกต่างกันในเรื่องของชนิดเด่นครับโดยงูสายรุ้งธรรมดาและงูหัวกระโหลกพบปลาในวงศ์ปลาตะเพียน เป็นหลักในกระเพาะอาหาร ส่วน งูไซ พบปลาหลดเป็นหลัก แต่ที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ งูปลิง ครับ งูชนิดนี้อาศัยอยู่บนพื้นดินมากกว่างูชนิดอื่นๆในกลุ่มเดียวกันดังนั้นสิ่งที่เราพบในกระเพาะอาหารจึงแตกต่างออกไป โดยเราพบ กบหนอง (Family Ranidae) และ อึ่งอ่าง (Family Microhylidae) เป็นหลักในกระเพาะอาหาร และนอกจากนั้นเรายังพบหนูหริ่ง (Mus sp.) ในกระเพาะอาหารของงูปลิงอีกด้วย

ขนาดของปลาที่พบในกระเพาะอาหารนั้นเป็นปลาขนาดเล็กครับเมื่อเทียบกับขนาดปลาตัวเต็มวัยในปลาแต่ละชนิดและจากข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราทราบว่าบทบาทของงูน้ำก็คือการคัดเลือกพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำนั้นๆครับโดยกำจัดปลาที่มีลักษณะไม่ดีออกไปก่อนที่จะมีการแพร่พันธุ์ กำจัดปลาที่เป็นโรคก่อนที่จะเกิดการระบาดรวมทั้งปลาที่โชคไม่ดีด้วยครับ ซึ่งงูกลุ่มนี้ก็ทำหน้าที่เหล่านี้มานับล้านปีก่อนบรรพบุรุษยุคแรกของเราจะถือกำเนิดเสียอีก เข้ากับหลักทฤษฏีของผู้ล่า (Predator)และเหยื่อ(Prey)ที่ว่าผู้ล่าจะมีจำนวนน้อยกว่าเหยื่อเสมอและเมื่อเหยื่อเพิ่มจำนวนขึ้นผู้ล่าก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นจากปริมาณอาหารที่มากขึ้น แต่ในทางกลับกันเมื่อเหยื่อจำนวนน้อยลงผู้ล่าก็จะลดจำนวนลงตามเนื่องจากขาดแคลนอาหาร ดังนั้นความกังวลที่ว่างน้ำเหล่านี้จะกินปลาจนหมดนั้นเป็นไปไม่ได้เลยครับความเป็นไปได้ที่น่าจะเกิดขึ้นน่าจะเป็นงูกลุ่มนี้สูญพันธุ์ไปเนื่องจากไม่มีปลาเหลืออยู่เสียมากกว่า
งูน้ำมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และมีการปฏิสนธิระหว่างไข่และน้ำอสุจิภายในเหมือนงูทั่วไปครับ แต่ที่มีความแตกต่างคืองูน้ำออกลูกเป็นตัวครับใช่แล้วครับเมื่อลูกงูออกมาจากตัวแม่แล้วลูกงูน้ำเหล่านี้สามารถที่จะออกไปหากินและดำรงชีวิตด้วยตัวเองได้ทันทีครับสาเหตุที่ต้องเป็นแบบนี้ก็เนื่องจากการวางไข่ของสัตว์เลื้อยคลานทุกชนิดจำเป็นต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมทั้งอุณหภูมิความชื้นและสภาพแวดล้อมครับแต่แหล่งที่อยู่อาศัยของงูน้ำนั้นพื้นที่ดังกล่าวหาได้อย่างยากยิ่ง การหาพื้นที่วางไข่แต่ละครั้งจึงใช้เวลานานจนตัวอ่อนพัฒนาจนถึงระยะสุดท้ายอยู่ในตัวแม่ เมื่อเวลาผ่านไปงูเพศเมียจึงเลิกหาพื้นที่วางไข่และใช้ช่องท้องเป็นที่ให้ตัวอ่อนพัฒนาแทนครับซึ่งไม่ใช่งูกลุ่มนี้เพียงกลุ่มเดียวยังมีงูกลุ่มอื่นอีกที่มีวิวัฒนาการแบบนี้ ได้แก่ งูทะเล (Subfamily Hydrophiinae, Family Elapidae) และงูหลายชนิดในวงศ์ Viperidae ที่มีสมาชิกคือ งูแมวเซา งูเขียวหางไหม้ เป็นต้น
จากการศึกษาในอดีตนั้นมีรายงานว่าการออกลูกของงูน้ำอยู่ในช่วงฤดูฝนครับอย่างไรก็ตามการศึกษางูน้ำที่โตนเลสาปของประเทศกัมพูชาพบว่างูน้ำสามารถออกลูกได้ถึง๒ช่วงฤดูกาลในหนึ่งปีและจากการศึกษาที่หนองปลาแขยงแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน ช่วงแรกที่งูออกลูกคือเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม ส่วนในช่วงหลังคือเดือนกันยายน และตุลาคมครับเห็นได้ว่างช่วงเวลาทั้งสองช่วงนี้เป็นช่วงต้นและปลายของฤดูฝนครับที่งูสายรุ้งธรรมดาออกลูกในสองช่วงนี้ก็น่าจะมาจากปลาที่เป็นอาหารหลักมีมากในช่วงนี้นั่นเองแต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในงูน้ำชนิดอื่นมีจำนวนตัวอย่างน้อยจึงไม่สามารถที่จะนำมาหาข้อสรุปได้ครับ จำนวนตัวต่อการออกลูกหนึ่งครั้งนั้นน่าตื่นตาตื่นใจมากครับ จากการศึกษาตัวอ่อนในท้องงูเพศเมีย พบว่างูสายรุ้งธรรมดา ๑ ตัว ออกลูกเฉลี่ยคราวละ ๑๓ ตัว ในขณะที่จำนวนตัวอ่อนที่พบสูงสุดจากงูที่หนองน้ำแห่งนี้คือ ๒๒ตัวต่องูเพศเมีย๑ตัวอย่างไรก็ตามมีรายงานเอาไว้ว่าพบตัวอ่อนในท่อนำไข่ของงูเพศเมียชนิดนี้ที่จับได้จากภาคใต้ของไทยถึง ๓๙ ตัวเลยทีเดียวครับ ดังนั้นความกังวลในเรื่องของความสามารถในการสืบพันธุ์ ดังที่เราพบในสัตว์หลายๆชนิด เช่นแพนด้ายักษ์หรือนกเงือกชนิดต่างๆที่มีความสามารถในการสืบพันธุ์ต่ำและเป็นปัญหาในการกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์นั้น สามารถตัดออกไปได้ทันทีเลยครับ

เรียกได้ว่าเป็นกันในทุกพื้นที่ทุกหย่อมหญ้าทุกเม็ดดินบนโลกนี้เลยก็ว่าได้ครับการใช้ประโยชน์ในการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ มีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกนี้ และเกือบทั้งหมดเป็นผลกระทบทางด้านลบครับ พื้นที่ถูกทำลายถูกปรับเปลี่ยนถูกตักตวงผลประโยชน์เกินกว่าที่พื้นที่จะสามารถรองรับได้ผลที่ตามมาคือสภาพพื้นที่เสื่อมโทรมสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวได้ก็รอดไปแต่อาจจะพบกับจุดจบจากการคุกคามในรูปแบบอื่นส่วนสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถทนหรือปรับตัวได้ก็ลดจำนวนลงและสูญพันธุ์ไปก็มีจำนวนมาก งูน้ำก็ประสบปัญหานี้เช่นเดียวกันครับ พื้นที่อาศัยมากมายถูกปรับเปลี่ยนไปเพื่อการทำการเกษตรเพื่อการค้าแต่ก็นับว่ายังดีกว่าการปรับพื้นที่เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของโรงงานหรือที่อยู่อาศัยอย่างที่เราเห็นในจังหวัดปริมณฑลรอบๆกรุงเทพมหานครครับเนื่องจากการเกษตรนั้นต้องการแหล่งน้ำเพื่อการเพาะปลูก แหล่งน้ำเหล่านี้เองที่สามารถใช้เป็นแหล่งอาศัย พักพิง หากิน และสืบทอดเผ่าพันธุ์ของงูน้ำได้ ดังนั้นเราจึงโล่งใจไปได้พอควรทีเดียวแต่ไม่สามารถที่จะละเลยได้นะครับจากการเพิ่มจำนวนของประชากรมนุษย์อย่างมหาศาลการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำต่างๆจึงเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับการประมงน้ำจืดเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีผลกระทบทำให้จำนวนประชากรของงูน้ำที่อาศัยในแหล่งน้ำจืดลดลงอย่างรวดเร็วครับโดยเฉพาะการตายของงูที่ติดตาข่ายของชาวประมงที่ใช้ในการดักปลา ซึ่งที่หนองปลาแขยงแห่งนี้บางวันสามารถเก็บตัวอย่างงูน้ำได้ถึงสองร้อยกว่าตัวทีเดียวครับ และถ้าเราลองคำนวนคร่าวๆจำนวนงูที่ต้องตายจากสาเหตุนี้โดยพิจารณากับแหล่งน้ำจืดทั่วประเทศไทยก็จะพบว่าในวันหนึ่งๆคงมีงูจำนวนเป็นพันๆตัวที่เดียวครับที่หายไปจากแหล่งน้ำต่างๆนับว่าเป็นความเสียหายอย่างมากต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดทีเดียวครับความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้เป็นความเสียหายที่เกิดอย่างไร้ค่าเลยนะครับ ชาวประมงจะกำจัดโดยการตีให้ตาย โยนทิ้ง หรือโยนให้รถที่สัญจรผ่านไปมาทับ เพราะว่างูที่มาติดตาข่ายนี้เป็นสิ่งที่ชาวประมงไม่ต้องการอย่างยิ่งเลยครับ มันทำให้ตาข่ายขาดและเสียหายบางรายจำเป็นต้องตัดตาข่ายเพื่อปลดงูออกมาและในบางรายถึงกับต้องทิ้งตาข่ายไว้ในแหล่งน้ำเลยครับก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อสัตว์น้ำต่างๆ และยังเป็นอันตรายต่อคนอื่นๆที่เข้ามาใช้แหล่งน้ำนั้นในภายหลังเป็นอย่างมากครับ
ส่วนการลดจำนวนลงของงูน้ำจากการใช้ประโยชน์โดยตรงในประเทศไทย เช่น การใช้บริโภค ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์หรือจับมาเป็นสัตว์เลี้ยงนั้นยังมีความรุนแรงน้อยครับเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่จับงูน้ำเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในกิจกรรมเหล่านี้ปีละนับสิบตันแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทวีความรุนแรงเรื่อยมานั่นคือการใช้หนังในอุตสาหกรรมเครื่องหนังเพื่อใช้ในการทำเครื่องประดับที่ทำจากหนังงู ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่งูน้ำเท่านั้น งูอีกหลายชนิด เช่น งูเห่า งูแมวเซา งูผ้าขี้ริ้ว งูหลาม งูเหลือม ฯลฯ ก็ประสบกับสถานการณ์เช่นเดียวกัน โดยงูทั้งหมดนั้นเป็นงูที่จับมาจากธรรมชาติ เนื่องจากต้นทุนและเวลาที่ใช้นั้นน้อยกว่างูที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเป็นอย่างมาก แถมยังสะดวกสบายมากกว่าด้วยครับ ถึงแม้ว่าจะมีมาตรการป้องกันทั้งภายในและระหว่างประเทศก็ไม่สามารถหยุดยั้งได้ตราบที่ความต้องการสินค้าประเภทนี้ยังมีอยู่สูง เข้าทำนองที่ว่า “ เกลียดตัว ใช้หนัง ” นะครับเนี่ย
ความเสียหายจากความขัดแย้งระหว่างการประมงกับงูนั้นมีทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินและเครื่องมือ จับปลาของชาวประมงครับโดยเฉพาะอย่างยิ่งตาข่ายนี่เป็นปัญหาหลักทีเดียวและยังมีความเสียหายต่อระบบนิเวศที่ยากในการที่จะตีค่าออกมาเป็นตัวเลขอีกด้วยการลดความขัดแย้งและแก้ปัญหาจึงควรเร่งกระทำแต่การจะให้ออกมากำหนดว่าชาวประมงหรือหน่วยงานของรัฐ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องเป็นฝ่ายแก้ปัญหานั้น ผลที่ได้คงไม่มีประสิทธิภาพ อย่างแน่นอนครับ ความร่วมมือกันต่างหากที่จะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหา ชาวประมงควรใช้ตาข่าย ที่มีขนาด ของตากว้างพอ ที่งูสามารถจะว่ายลอดผ่านไปได้ หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือดักจับปลาประเภทอื่นๆ ที่ส่งผลต่อีอัตราการ ตายของงูที่น้อยกว่า ส่วนทางภาครัฐก็ควรกำหนดพื้นที่บางส่วน ไม่ให้มีการทำประมงเพื่อใช้เป็นพื้นที่ ในการอนุรักษ์ สัตว์น้ำไม่เฉพาะปลา หรือ งูน้ำเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งมีชีวิตทุกประเภทที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ
สำคัญที่สุดที่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหา ก็คือ ทัศนคติของเราทุกคนต่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “งู” ครับ ปรับความคิดจากที่ว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวน่าขยะแขยงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เป็นองค์ประกอบสำคัญส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อาหารอันซับซ้อนของโลกที่ทำให้ระบบนิเวศดำรงความสมดุลมาจนถึงทุกวันนี้ครับและเมื่อเราทราบถึงหน้าที่และความสำคัญของมันแล้ว ความตระหนักและความหวงแหนในทรัพยากรเหล่านี้จะตามมาเองครับ
วรานุส 67 ….เรื่อง
การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org
หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ Creative Commons
เคยอ่านเจอมาว่า งูน้ำในแถบบ้านเรา เพศเมียจะยอมรับการผสมพันธุ์
จากเพศผู้หลายตัวดังนั้นลูกที่ออกมาแต่ละครอกจึงสืบเชื้อไขมากจากหลายพ่อ(แต่แม่เดียว)
แล้วลูกที่ออกมา เพศอะไรเยอะกว่ากัน ระหว่างเพศเมียหรือเพศผู้ ครับ
ลองแวะไปอ่านดู จากตรงนี้ก็แล้วกัน
http://www.herpconbio.org/Volume_3/Issue_1/Voris_etal_2008.pdf
หาข้อมูลมาแน่นจริงๆ ขอชมเชยค่ะ
งูน้ำนี่ลูกดกดีนะครับ
แต่ถึงยังไงก็คงสู้คนไม่ได้ครับ
ทั้งกิน ฆ่าทิ้ง แล้วยังทำลายที่อยู่อาศัยอีก
แบบนี้…น่าเศร้า
เฮอะ ๆ น่าสงสาร
น่ากลัวจริงจริงค่ะ