<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ThaiWildlife.org</title>
	<atom:link href="http://www.thaiwildlife.org/main/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.thaiwildlife.org/main</link>
	<description>Wildlife Conservation Network in Thailand, Thailand wildlife, wildlife, wildlife in Thailand</description>
	<lastBuildDate>Tue, 08 May 2012 03:19:21 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>“กระทิง” น้ำตาและความทรนง (1)</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/gaur_tear_and_valor</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/gaur_tear_and_valor#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 May 2012 02:48:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=2135</guid>
		<description><![CDATA[ปลายฤดูหนาว ป่าไผ่ที่รายล้อมตัวเราอยู่ เหลือแต่กิ่งก้านเปลือยๆ ใบสีเหลือง รูปทรงยาวแหลมหล่นปกคลุมพื้นหนาทึบ เมื่อเดินย่ำไปบนนั้น สิ่งที่รู้สึกได้คือความนุ่มเท้า ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าว เส้นทางเล็กๆ นั่นพาเราไต่ขึ้นเนินจากป่าไผ่เข้าสู่บริเวณป่าเต็งรังซึ่งทิ้งใบหมดเหลือไว้แต่กิ่งเช่นเดียวกัน อากาศร้อนอบอ้าว แดดจัดจ้าเปลี่ยนไปเมื่อเราไต่ถึงสันเนิน เมฆดำเคลื่อนเข้ามา ลมเริ่มแรง ไม่นานละอองฝนก็โปรย

“เวลามีสัตว์ใหญ่ๆ ล้ม พ่อบอกว่าฝนในป่าจะตกอย่างนี้แหละ” ชม คนงานจากหน่วยพิทักษ์ป่าในชุดสีดำมอมๆ สะพายลูกซอง 5 นัดเก่าๆ หันมาบอกหลังจากเดินอย่างเงียบๆ มากว่าชั่วโมง ชมพูดประโยคนี้ขึ้น เขาหยุดเดินใต้หมวกผ้าลายพรางผมเห็นดวงตาแดงก่ำและกรามที่ขบกันเป็นสันนูน อาการโกรธและเจ็บแค้นของเขายังไม่คลาย หลังจากพบเห็นเหตุการณ์เมื่อชั่วโมงที่แล้วพลบค่ำของวันวาน ชมทำหน้าที่เปิดด่านให้ผมขับรถผ่าน

“กลับเหรอพี่ เที่ยวนี้อยู่ซะนานเลยนะ” ชม เป็นคนงานอยู่ในหน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่ก่อนถึงหน่วยพิทักษ์ป่าที่ผมเข้าไปทำงานบ่อยๆ ผมกับเขาเคยร่วมเดินป่ากันหลายครั้ง คุ้นเคยและสนิทสนมพอสมควร “ได้รูปดีๆ ไหม เจออะไรบ้าง?” คนงานในหน่วยฯ มักถามผมด้วยประโยคเช่นนี้เวลาพบกัน ผมลงจากรถขณะชมพูดต่อ “อาทิตย์ที่แล้ว ผมไปลาดตระเวนเจอโป่งๆ หนึ่ง อยู่ใกล้ๆ ป่าไผ่ เป็นโป่งน้ำมีรอยช้าง รอยกระทิงเยอะ เดินจากนี่สัก 3 ชั่วโมง ไม่ไกลหรอกสนใจไหมพี่?” “สนใจสิ” ผมตอบ แม้ว่ามันสมควรเป็นเวลาที่ผมต้องออกจากป่าแล้วก็เถอะ แต่ร่องรอยของสัตว์ป่าที่ชมพบมาก็จุดประกายให้ผมจนกระทั่งคิดว่าสมควรไปดู [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ปลายฤดูหนาว ป่าไผ่ที่รายล้อมตัวเราอยู่ เหลือแต่กิ่งก้านเปลือยๆ ใบสีเหลือง รูปทรงยาวแหลมหล่นปกคลุมพื้นหนาทึบ เมื่อเดินย่ำไปบนนั้น สิ่งที่รู้สึกได้คือความนุ่มเท้า ท่ามกลางอากาศอันร้อนอบอ้าว เส้นทางเล็กๆ นั่นพาเราไต่ขึ้นเนินจากป่าไผ่เข้าสู่บริเวณป่าเต็งรังซึ่งทิ้งใบหมดเหลือไว้แต่กิ่งเช่นเดียวกัน อากาศร้อนอบอ้าว แดดจัดจ้าเปลี่ยนไปเมื่อเราไต่ถึงสันเนิน เมฆดำเคลื่อนเข้ามา ลมเริ่มแรง ไม่นานละอองฝนก็โปรย<br />
<em><span id="more-2135"></span></em></p>
<p><em><!--more-->“เวลามีสัตว์ใหญ่ๆ ล้ม พ่อบอกว่าฝนในป่าจะตกอย่างนี้แหละ”</em> ชม คนงานจากหน่วยพิทักษ์ป่าในชุดสีดำมอมๆ สะพายลูกซอง 5 นัดเก่าๆ หันมาบอกหลังจากเดินอย่างเงียบๆ มากว่าชั่วโมง ชมพูดประโยคนี้ขึ้น เขาหยุดเดินใต้หมวกผ้าลายพรางผมเห็นดวงตาแดงก่ำและกรามที่ขบกันเป็นสันนูน อาการโกรธและเจ็บแค้นของเขายังไม่คลาย หลังจากพบเห็นเหตุการณ์เมื่อชั่วโมงที่แล้วพลบค่ำของวันวาน ชมทำหน้าที่เปิดด่านให้ผมขับรถผ่าน<br />
<!--more--></p>
<p><!--more--><em>“กลับเหรอพี่ เที่ยวนี้อยู่ซะนานเลยนะ” </em>ชม เป็นคนงานอยู่ในหน่วยพิทักษ์ป่าที่อยู่ก่อนถึงหน่วยพิทักษ์ป่าที่ผมเข้าไปทำงานบ่อยๆ ผมกับเขาเคยร่วมเดินป่ากันหลายครั้ง คุ้นเคยและสนิทสนมพอสมควร<em> “ได้รูปดีๆ ไหม เจออะไรบ้าง?” </em>คนงานในหน่วยฯ มักถามผมด้วยประโยคเช่นนี้เวลาพบกัน ผมลงจากรถขณะชมพูดต่อ <em>“อาทิตย์ที่แล้ว ผมไปลาดตระเวนเจอโป่งๆ หนึ่ง อยู่ใกล้ๆ ป่าไผ่ เป็นโป่งน้ำมีรอยช้าง รอยกระทิงเยอะ เดินจากนี่สัก 3 ชั่วโมง ไม่ไกลหรอกสนใจไหมพี่?”</em><em> “สนใจสิ”</em> ผมตอบ แม้ว่ามันสมควรเป็นเวลาที่ผมต้องออกจากป่าแล้วก็เถอะ แต่ร่องรอยของสัตว์ป่าที่ชมพบมาก็จุดประกายให้ผมจนกระทั่งคิดว่าสมควรไปดู<em> “งั้น พรุ่งนี้ออกแต่เช้าแล้วกัน ลองไปดูก่อนถ้าดีเที่ยวหน้าค่อยอยู่หลายๆ วัน”</em> ผมบอกชมพร้อมๆ กับขึ้นรถขับมาจอดไว้หน้าเรือนแถว อันเป็นที่พักของคนงาน</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--><img class="alignleft size-full wp-image-2140" title="chain3051" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2012/05/chain3051.jpg" alt="" width="400" height="273" /><!--more--></p>
<p><!--more-->ผมกับชมเดินออกจากหน่วยฯ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเลาะไปตามป่าเต็งรัง ตัดลงหุบซึ่งเป็นป่าไผ่และล่องไปตามลำห้วยอีกพักใหญ่ ริมๆ ห้วยมีด่านใหญ่ๆ หลายด่าน บนรอยตีนใหญ่โตของช้าง มีรอยกระทิงแทรกอยู่อย่างสับสน<em> “จากนี่ไปสัก 20 นาทีก็ถึงโป่ง” </em>ชมกระซิบ ขณะผมนั่งดูรอยกระทิง<em> “เราอยู่ใต้ลม เข้าไปดูไหม?”</em> ชมหยิบดินขึ้นโปรยดูกระแสลม ผมพยักหน้าลุกขึ้นเดินนำ ชมตามมาห่างๆ ด่านเดินค่อนข้างสบายเป็นด่านที่สัตว์ป่าใช้เดินประจำ ผมหยุดขณะนกเขาเปล้าฝูงใหญ่บินพรูขึ้นพร้อมๆ กัน ดัง “พรึ่บ” ไก่ป่า 3-4 ตัว บินถลาขึ้นเช่นกัน แสดงว่าผมเข้าใกล้โป่งแล้ว<br />
<!--more--></p>
<p><!--more-->โป่งขนาดใหญ่แห่งนี้ถูกล้อมไว้ด้วยป่าไผ่ ผมหยุดยืนอยู่บนรอยตีนช้างโทนซึ่งคงเปรียบเทียบว่าใหญ่ขนาดลงไปนั่งขัดสมาธิได้ รอยตีนเป็นรอยกดลึกอยู่ทางด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง นี่แสดงว่าเจ้าช้างโทนตัวนี้เป็นช้างงา ชมสะกิดให้ผมดูรอยตีนอีกรอยซึ่งใกล้ๆ รอยมีลักษณะคล้ายๆ ดาวสามแฉก มันคือรอยตีนสมเสร็จ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกชนิดที่เหลืออยู่ไม่มากนัก รอยตีนไม่ใหม่เจ้าตัวคงเดินผ่านไปหลายวันแล้ว<br />
<!--more--></p>
<p><!--more-->สภาพร่องรอยสัตว์ป่าที่เห็นทำให้รู้ว่าโป่งนี้เป็นที่นิยมของสัตว์ป่าจริงอย่างที่ชมเล่า เพราะนอกจากเกลือแร่แล้ว รอบๆ โป่งยังมีหญ้าเขียวๆ และหากเป็นต้นฤดูฝนแถบนี้คงเป็นดงหน่อไม้ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของสัตว์ป่า ตอนนี้ในโป่งว่างเปล่ามีเพียงนกเขาไฟ 4-5 ตัว เดินก้มจิกแมลงตามพื้นแฉะๆ ชมเดินเลี่ยงๆ เข้าไปทางป่าไผ่ด้านข้าง ผมลุกขึ้นยืนส่ายตาหาร่องรอย นอกจากรอยตีนกระทิง มีรอยวัวแดงซึ่งรอยตีนจะแคบกว่ารวมอยู่ด้วย มีเสียงผิวปากเบาๆ แทรกขึ้นมาท่ามกลางเสียงร้องของนกเขาใหญ่ เสียงผิวปากเป็นสัญญาณจากชมที่เดินเข้าไปหลังไผ่กอใหญ่ ผมเดินเข้าไปหา ชมกำลังนั่งชันเข่ามือกระชับลูกซอง 5 นัดแน่น เขาทำสัญญาณให้ผมนั่งลงและชี้ไปด้านหน้า ห่างออกไปราวๆ 10 เมตร มีร่างกระทิงนอนตะแคงอยู่ข้างกอไผ่ เราหันมองหน้ากัน ผมจับแขนชมที่ขยับจะลุกขึ้นชี้ให้ดูความผิดปกติ ร่างกระทิงตัวนั้นไม่มีส่วนหัว ห่างจากร่างใหญ่โต มีชิ้นส่วนหัวถูกผ่าครึ่ง เลือดสีแดงข้นยังใหม่สด</p>
<p><!--more--><!--more--><img class="alignright size-full wp-image-2139" title="chain1271" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2012/05/chain1271.jpg" alt="" width="273" height="400" /><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><strong>“ไม่ใช่เสือฆ่า มีคนมายิงเอาไว้”</strong> ผมกระซิบ เรานั่งสังเกตการณ์อยู่อีกครู่ใหญ่ เพราะไม่แน่ใจว่าคนยิงยังซุ่มอยู่แถวๆ นี้หรือไม่ รอบๆ บริเวณมีเพียงเสียงนกเขาไฟ<em> “มันคงไปแล้วล่ะ”</em> ผมพูดพลางลุกขึ้นเดินมาที่ซากกระทิง<em> “คงเมื่อสักชั่วโมงที่แล้วมานี่เอง ดูสิเลือดยังไม่แห้งเท่าไหร่”</em> ชมคาดคะเน ซากกระทิงนอกจากส่วนหัวที่ถูกตัดออกแล้ว เนื้อบริเวณสะโพกก็ถูกแล่ไปส่วนหนึ่ง ร่างอันน่าเวทนาเริ่มมีแมลงวันเข้ารุมตอม ผมรู้สึกตื้อขึ้นมาในลำคอ มองหน้าชมซึ่งขบกรามแน่น ข้างๆ ร่างกระทิงเราสังเกตุเห็นรอยใส่รองเท้า 2 รอย รอยหนึ่งค่อนข้างโต ส่วนอีกรอยเล็กกว่าบริเวณใกล้เคียงไม่มีร่องรอยการดิ้นหรือต้นไม้เล็กๆ หัก กระทิงตัวนี้ล้มลงตายอย่างเฉียบพลัน<br />
<!--more--></p>
<p><!--more--><strong>“แม่งใช้ไรเฟิลนี่”</strong><em> </em>ข้อสังเกตุของชมเป็นความจริง หากไม่ใช่ปืนแรงสูง กระทิงน้ำหนักร่วมๆ ตันตัวนี้ต้องดิ้นรน จนเราเห็นร่องรอยกระเสือกกระสนบ้าง ผมหันหลังให้ชม เมื่อรู้สึกถึงความชื้นในดวงตา ส่วนหัวของกระทิงที่ถูกผ่าครึ่งเอาไว้ เอาไปแต่ส่วนเขาและหน้าผาก นั่นแสดงว่าผู้ฆ่าต้องการเพียงเขากระทิงไปขายเท่านั้น ไม่ใช่ยิงเพื่อเอาเนื้ออย่างชาวบ้าน <em>“เอายังไงดีพี่” </em>ชมหารือ อันตรายเกินไปสำหรับการติดตามร่องรอยคนซึ่งถืออาวุธแรงสูง ด้วยคน 2 คนและลูกซอง 5 นัดเก่าๆ กระบอกเดียว <em>“กลับหน่วยฯ และจัดชุดออกตามเถอะ”</em> ผมตัดสินใจ เราคลุกคลีกันมานานพอสมควร กระทั่งคล้ายเป็นพวกเดียวกัน คนงานส่วนใหญ่จะรับฟังความเห็นของผม เมื่อต้องเดินป่าร่วมกัน<br />
<!--more--></p>
<p><!--more--><em>“ผมอยากตามมันเลย เดี๋ยวช้าไปมันเข้าบ้านแล้ว ไม่รู้จะเข้าไปค้นยังไง?” </em>เสียงชมสั่น ดวงตาแข็งกร้าว คนงานประจำหน่วยพิทักษ์ป่าค่าแรงวันละร้อยกว่าบาทอย่างชมโกรธจนระงับอารมณ์ไม่อยู่ ชมพูดพลางเดินไปตามที่รอยคนใส่รองเท้ามุ่งหน้าไป <strong>“ชม เอ็งจะเอาลูกซองของเอ็งที่ยิงทีลูกก็ขัดลำแบบนี้ไปสู้กับไรเฟิลเหรอ”</strong> ผมเสียงดัง  <strong>“ปืนของมันน่ะต่อให้เอ็งหลบอยู่หลังต้นไม้ก็ไม่พ้นหรอก แล้วคนอื่นเอ็งก็รู้ว่ามันไม่ถือ เอช.เค ก็ เอ็ม 16 ตั้งสติหน่อยสิวะ”</strong> ผมเสียงดังใส่ชมอย่างมีอารมณ์ ว่าไปแล้วไม่ใช่ชมหรอกที่ผมโกรธ แต่เพราะสภาพของคนงานและพิทักษ์ป่าที่ผมคลุกคลีอยู่ทำให้รู้ว่าพวกเขาต้องเสียเปรียบเหล่า <em>“นักฆ่า”</em> ที่รับใบสั่งมาฆ่าสัตว์ป่าในเขตอนุรักษ์ในประเทศนี้อย่างไร<br />
<!--more--></p>
<p><!--more-->“กลับหน่วยฯ ก่อนเถอะ บอกลุงเขียวให้จัดชุดออกตามเอาคน เอาปืนไปครบๆ มันเอาของหนักอย่างนี้ไปได้ไม่เร็วเท่าไหร่หรอก” ความตั้งใจเพื่อมาสำรวจร่องรอยสัตว์ป่าของผมหมดไป  ซากกระทิงทำให้รู้ว่าในป่าไม่เคยขาดเสียงปืน นับวันจะเป็นเสียงปืนที่ดังหนักแน่นรุนแรง ไม่ใช่เสียงปืนแก๊ปเก่าๆ อีกต่อไป เราเดินถึงสันเนิน ฝนลงเม็ดหนาขึ้น ผมทรุดตัวลงนั่งพิงต้นเต็งแบ่งผืนปันโจคลุมให้ชมที่นั่งอยู่ข้างๆ<br />
<!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><strong>“กระทิงมันเหมือนเจ้าป่า เวลาล้ม ฟ้าก็ร้องไห้อย่างนี้แหละ”<br />
ท่ามกลางความชื้นที่รายล้อมอยู่โดยรอบ<br />
ไม่เว้นแม้แต่ในดวงตา ผมได้ยินชมพึมพัมประโยคนี้</strong></p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: right;"><!--more--><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--><strong><span style="color: #ff6600;">การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org</span></strong></p>
<p>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ<strong><span style="color: #ff6600;"> <span style="text-decoration: underline;">Creative Commons</span></span></strong><br />
<!--more--></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/gaur_tear_and_valor/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รหัส&#8230;ป่า</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/wild_alarm_code</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/wild_alarm_code#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Mar 2012 04:38:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=2035</guid>
		<description><![CDATA[สิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในป่านั้น ไม่ได้อยู่กันแบบตัวใครตัวมันนะครับ แต่จะอยู่แบบชนิดพึ่งพาอาศัยกัน และไม่เฉพาะอาศัยแต่ในหมู่พวกเดียวกันด้วย ในชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ พวกเขาก็พึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ
การพึ่งพาที่เห็นได้ชัดเจน คือ ช่วยป้องกันภัยระมัดระวังศัตรูให้กัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเขาออกหากิน ที่จริงคำว่าออกหากินนี่ สำหรับสัตว์ป่าแล้ว ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะการออกหากินของสัตว์ป่า เป็นเพียงผลพลอยได้จากการทำงานของพวกมันเท่านั้น

พูดง่ายๆ สัตว์กินพืช ก็ทำหน้าที่จัดการดูแลพืชพันธุ์ ให้อยู่ในจำนวนอันเหมาะสม บรรดานกกินผลไม้ ก็เพื่อพาเอาเมล็ดไปปลูกและคอยกินแมลงไม่ให้กัดกินต้นไม้ ส่วนหมูป่าก็คอยพรวนดินอยู่ที่พื้น เพื่อรอรับเมล็ดพืชที่นกจะถ่ายลงมา

ทีนี่เมื่อมีสัตว์กินพืชในปริมาณมาก เป็นธรรมดาที่จะต้องมีผู้ควบคุมปริมาณสัตว์กินพืชไว้ด้วย ก็เป็นหน้าที่ของเสือ หมาใน และเพื่อนๆที่ชอบกินเนื้อทั้งหลาย


ในช่วงเวลาที่ออกทำงานนี่แหละครับ เป็นเวลาที่อันตรายจะมาถึงตัวได้ง่ายที่สุด ดังนั้นพวกมันส่วนหนึ่งจึงต้องทำหน้าที่เป็น “ยาม” ประจำป่าและสัญญาณที่ “ยาม” ส่งให้พรรคพวกรู้ถึงเหตุการณ์ ต่างๆ ว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ นี่แหละที่เราเรียกกันว่า “รหัสป่า”

เรื่องรหัสป่านี้ ชาวบ้านและพรานเก่าๆ จะชำนาญมาก นกส่งเสียงร้องผิดสังเกต พรานอาจคาดเดาว่า มีตัวอะไรอยู่ข้างหน้าได้

ในงานถ่ายรูป รหัสป่าเหล่านี้ช่วยได้มากครับ ข้อสำคัญอย่าลืมว่า เมื่อเราเข้าป่า เราคือผู้บุกรุกเพราะฉะนั้นบรรดายามต่างๆ จะเห็นเราเป็นศัตรูเสมอ ถ้าเราหลบหรือซ่อนตัวให้พ้นจากยามของป่าได้ เราจะใช้รหัสป่าอย่างได้ผล

เวลาผมซ่อนตัวอยู่ในบังไพร กระรอกจะเป็นผู้ส่งสัญญาณให้ผมรู้ว่า กำลังมีสัตว์ใหญ่เข้ามาใกล้ๆ ที่จริงกระรอกคงไม่บอกผมหรอก มันส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ มันนั่นแหละ แต่อย่างไรก็ตามต้องคุ้นเคยกับเสียงสัญญาณเหล่านี้พอสมควร เช่นจังหวะร้องของกระรอกว่ามันส่งเสียงธรรมดา หรือว่าตกใจ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สิ่งมีชีวิตซึ่งอาศัยอยู่ในป่านั้น ไม่ได้อยู่กันแบบตัวใครตัวมันนะครับ แต่จะอยู่แบบชนิดพึ่งพาอาศัยกัน และไม่เฉพาะอาศัยแต่ในหมู่พวกเดียวกันด้วย ในชีวิตต่างเผ่าพันธุ์ พวกเขาก็พึ่งพาอาศัยกันอยู่เสมอ</p>
<p><span id="more-2035"></span><!--more-->การพึ่งพาที่เห็นได้ชัดเจน คือ ช่วยป้องกันภัยระมัดระวังศัตรูให้กัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่พวกเขาออกหากิน ที่จริงคำว่าออกหากินนี่ สำหรับสัตว์ป่าแล้ว ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะการออกหากินของสัตว์ป่า เป็นเพียงผลพลอยได้จากการทำงานของพวกมันเท่านั้น</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->พูดง่ายๆ สัตว์กินพืช ก็ทำหน้าที่จัดการดูแลพืชพันธุ์ ให้อยู่ในจำนวนอันเหมาะสม บรรดานกกินผลไม้ ก็เพื่อพาเอาเมล็ดไปปลูกและคอยกินแมลงไม่ให้กัดกินต้นไม้ ส่วนหมูป่าก็คอยพรวนดินอยู่ที่พื้น เพื่อรอรับเมล็ดพืชที่นกจะถ่ายลงมา</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ทีนี่เมื่อมีสัตว์กินพืชในปริมาณมาก เป็นธรรมดาที่จะต้องมีผู้ควบคุมปริมาณสัตว์กินพืชไว้ด้วย ก็เป็นหน้าที่ของเสือ หมาใน และเพื่อนๆที่ชอบกินเนื้อทั้งหลาย</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--><img class="aligncenter size-full wp-image-2123" title="chain0131" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2012/03/chain0131.jpg" alt="" width="400" height="273" /><!--more--></p>
<p><!--more-->ในช่วงเวลาที่ออกทำงานนี่แหละครับ เป็นเวลาที่อันตรายจะมาถึงตัวได้ง่ายที่สุด ดังนั้นพวกมันส่วนหนึ่งจึงต้องทำหน้าที่เป็น<strong> “ยาม”</strong> ประจำป่าและสัญญาณที่ <strong>“ยาม”</strong> ส่งให้พรรคพวกรู้ถึงเหตุการณ์ ต่างๆ ว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ นี่แหละที่เราเรียกกันว่า <strong>“รหัสป่า”</strong></p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><em>เรื่องรหัสป่านี้ ชาวบ้านและพรานเก่าๆ จะชำนาญมาก นกส่งเสียงร้องผิดสังเกต พรานอาจคาดเดาว่า มีตัวอะไรอยู่ข้างหน้าได้</em></p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ในงานถ่ายรูป รหัสป่าเหล่านี้ช่วยได้มากครับ ข้อสำคัญอย่าลืมว่า เมื่อเราเข้าป่า เราคือผู้บุกรุกเพราะฉะนั้นบรรดายามต่างๆ จะเห็นเราเป็นศัตรูเสมอ ถ้าเราหลบหรือซ่อนตัวให้พ้นจากยามของป่าได้ เราจะใช้รหัสป่าอย่างได้ผล</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->เวลาผมซ่อนตัวอยู่ในบังไพร กระรอกจะเป็นผู้ส่งสัญญาณให้ผมรู้ว่า กำลังมีสัตว์ใหญ่เข้ามาใกล้ๆ ที่จริงกระรอกคงไม่บอกผมหรอก มันส่งสัญญาณให้เพื่อนๆ มันนั่นแหละ แต่อย่างไรก็ตามต้องคุ้นเคยกับเสียงสัญญาณเหล่านี้พอสมควร เช่นจังหวะร้องของกระรอกว่ามันส่งเสียงธรรมดา หรือว่าตกใจ ถ้าตกใจสังเกตได้ง่ายครับว่า ทำนองเสียงจะค่อนข้างกระชั้นและห้วน ร้องติดๆ กันตลอด ทำให้สัตว์ใหญ่เมื่อได้ยินเสียงเตือนจากกระรอก มันจะรอดูท่าทีบริเวณรอบๆ อยู่นานครับ กว่าจะออกมาสู่ที่โล่งๆได้</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more-->นกบางชนิดเช่น พวกนกระวังไพร มีอาชีพเป็นยามของป่าโดยตรง มีบางชนิดที่มีหน้าที่กินแมลง</p>
<p style="text-align: center;">แต่ชอบเป็นยาม เช่น นกจาบคาเคราสีน้ำเงิน</p>
<p><!--more--><!--more--><img class="aligncenter size-full wp-image-2122" title="chain077" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2012/03/chain077.jpg" alt="" width="400" height="273" /><!--more--></p>
<p><!--more-->ผมเคยทำซุ้มเฝ้านกยูง แต่ไม่มีนกยูงออกมาให้ถ่ายเลย มีแต่นกจาบคาเคราสีน้ำเงินตัวหนึ่งมาเกาะอยู่ใกล้ๆ ตอนนั้นผมประเมินความฉลาดของสัตว์ป่าต่ำเกินไป โดยทำซุ้มชนิดที่ไม่มีหลังคา มีเฉพาะฝาสี่ด้าน นกจาบคาตัวนี้จึงมองเห็นผมตลอด เที่ยวนั้นเฝ้าอยู่หลายวันครับ จนกระทั่งวันหนึ่งถึงรู้สาเหตุว่าทำไมไม่มีนกยูงออกมาให้ถ่าย</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->มีนกยูงตัวเมียฝูงหนึ่งเดินมาตามลำห้วย ผมเห็นแต่ไกล เตรียมตัวพร้อมรอให้นกยูงเข้ามาใกล้อีกสักหน่อย กำลังจะได้จังหวะกดชัตเตอร์ มีเสียงเจ้านกจาบคาเคราสีน้ำเงินตัวนั้นส่งเสียงขึ้น นกยูงทั้งฝูงที่กำลังเดินมุ่งหน้ามาทุกตัวหมอบลงทันที และรีบหันหลังกลับวิ่งเข้าป่าไปเลย ช่วงหลังๆผมถึงต้องซ่อนตัวให้พ้นยามเสียก่อน โอกาสจะได้งานจึงจะมีมากขึ้น</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><strong>ธรรมชาติสร้างชีวิตขึ้นและมอบทุกๆ อย่างมาให้อย่างลงตัว<br />
สัตว์ป่าชนิดใดมีหน้าที่ทำสิ่งใด ก็จะมีเครื่องมือติดตัวมาใช้อย่างเหมาะสม<br />
เช่นปากแหลมแทนหอก ฟันคมๆ แทนมีด เหล่านี้เป็นต้น<br />
พวกเขาไม่ได้มีเขี้ยว มีเขา เอาไว้ต่อสู้กันเอง เพื่อแย่งความเป็นใหญ่เพียงอย่างเดียว</strong></p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: right;"><!--more--><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong><strong>การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org</strong></strong></span></p>
<p><strong><strong> </strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></strong></p>
<p><strong><!--more--><br />
</strong></p>
<p><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/wild_alarm_code/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Go to (โถ…กู)</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/go_to</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/go_to#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 06 Feb 2012 03:50:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความจากเยาวชนนักอนุรักษ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=2096</guid>
		<description><![CDATA[ในวันที่เทคโนโลยีก้าวหน้า การทำงานในป่าของบรรดานักวิจัยหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้สะดวกขึ้น เราสามารถเข้าไปทำงานในพื้นที่ป่าที่ไม่เคยไปมาก่อนได้ เราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า GPS (Global Position System) หรือ เครื่องมือบอกพิกัดภูมิศาสตร์ ในการนำทาง ประกอบกับแผนที่ ขอเพียงมีพิกัดตำแหน่งที่เราจะไป เมื่อป้อนเข้าเครื่องจีพีเอส แล้วเลือกให้มันนำทางไปยังจุดหมายนั้น เจ้าเครื่องมือหน้าตาคล้ายโทรศัพท์หนาๆ จะบอกระยะห่างจากจุดที่เรายืนอยู่จนถึงเป้าหมาย ว่าเป็นระยะทางเท่าใด ด้วยระบบดาวเทียมที่โคจรอยู่บนฟ้าคอยระบุตำแหน่งมาบนหน้าจอจีพีเอส ความแม่นยำของมันถึงพิกัดที่เรายืนอยู่
การนำทางมีความคลาดเคลื่อนน้อย พูดง่ายๆ คือเรามั่นใจในตัวมันได้ และยังมีลูกศรเข็มทิศในอีกหน้าเมนู ที่บอกเราว่า ต้องมุ่งไปทางไหน แน่นอนว่า หากเราไม่ยอมเชื่อมัน หรือเดินไปคนละทางห่างจากตำแหน่งเป้าหมาย มันจะฟ้องด้วยระยะห่างจากจุดเป้าหมาย พร้อมตัวเลขระยะห่างจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในคำสั่งของเครื่องจีพีเอส เราต้องเลือกไปที่คำว่า “Go to” ให้มันนำทาง ไปยังพิกัดเป้าหมายที่เราจะไป “คงต้องลงดิ่งจากสันเขานี้ไปหาห้วยข้างล่างแหล่ะครับ เพราะดูจากแผนที่ จุดตั้งกล้องอยู่ข้างล่าง” พี่บะ เจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เงยหน้าอาบเหงื่อ หลังจากตรวจสอบตำแหน่งตั้งกล้องดักถ่ายภาพจากแผนที่ “เพราะถ้าเดินตามด่านนี้ไป เราจะยิ่งออกห่างจากจุดไปเรื่อยๆ” พี่บะบอกกับเรา ผม ป๋าชัยและน้าสุทัศน์ พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เราจำต้องตัดใจจากด่านสัตว์เตียนๆ เดินสบายบนสันเขานี้ เพราะมันจะพาเราอ้อมออกจากจุดหมาย แล้วไต่ลงเนินเขาชันๆ สู่ร่องห้วยด้านล่าง





“ถึงเวลาตัดตรง Go to [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในวันที่เทคโนโลยีก้าวหน้า การทำงานในป่าของบรรดานักวิจัยหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้สะดวกขึ้น เราสามารถเข้าไปทำงานในพื้นที่ป่าที่ไม่เคยไปมาก่อนได้ เราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า GPS (Global Position System) หรือ เครื่องมือบอกพิกัดภูมิศาสตร์ ในการนำทาง ประกอบกับแผนที่ ขอเพียงมีพิกัดตำแหน่งที่เราจะไป เมื่อป้อนเข้าเครื่องจีพีเอส แล้วเลือกให้มันนำทางไปยังจุดหมายนั้น เจ้าเครื่องมือหน้าตาคล้ายโทรศัพท์หนาๆ จะบอกระยะห่างจากจุดที่เรายืนอยู่จนถึงเป้าหมาย ว่าเป็นระยะทางเท่าใด ด้วยระบบดาวเทียมที่โคจรอยู่บนฟ้าคอยระบุตำแหน่งมาบนหน้าจอจีพีเอส ความแม่นยำของมันถึงพิกัดที่เรายืนอยู่</p>
<p><span id="more-2096"></span><!--more-->การนำทางมีความคลาดเคลื่อนน้อย พูดง่ายๆ คือเรามั่นใจในตัวมันได้ และยังมีลูกศรเข็มทิศในอีกหน้าเมนู ที่บอกเราว่า ต้องมุ่งไปทางไหน แน่นอนว่า หากเราไม่ยอมเชื่อมัน หรือเดินไปคนละทางห่างจากตำแหน่งเป้าหมาย มันจะฟ้องด้วยระยะห่างจากจุดเป้าหมาย พร้อมตัวเลขระยะห่างจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ<br />
<!--more--><!--more-->ในคำสั่งของเครื่องจีพีเอส เราต้องเลือกไปที่คำว่า <strong>“Go to”</strong> ให้มันนำทาง ไปยังพิกัดเป้าหมายที่เราจะไป <strong>“คงต้องลงดิ่งจากสันเขานี้ไปหาห้วยข้างล่างแหล่ะครับ เพราะดูจากแผนที่ จุดตั้งกล้องอยู่ข้างล่าง”</strong> พี่บะ เจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เงยหน้าอาบเหงื่อ หลังจากตรวจสอบตำแหน่งตั้งกล้องดักถ่ายภาพจากแผนที่ <strong>“เพราะถ้าเดินตามด่านนี้ไป เราจะยิ่งออกห่างจากจุดไปเรื่อยๆ”</strong> พี่บะบอกกับเรา ผม ป๋าชัยและน้าสุทัศน์ พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เราจำต้องตัดใจจากด่านสัตว์เตียนๆ เดินสบายบนสันเขานี้ เพราะมันจะพาเราอ้อมออกจากจุดหมาย แล้วไต่ลงเนินเขาชันๆ สู่ร่องห้วยด้านล่าง</p>
<p><strong><!--more--><!--more--></strong></p>
<p><strong><img class="alignright size-full wp-image-2101" title="DSC026321" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/12/DSC026321.jpg" alt="" width="336" height="448" /></strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong><!--more-->“ถึงเวลาตัดตรง Go to อีกแล้ว”</strong> ผมพูดขึ้นดังๆ ขณะมือทั้งสองข้างรีบคว้าต้นไม้ตามเนิน เพื่อยันตัวไม่ให้ไถลถึงร่องห้วยด้านล่างไวเกินไปจนอาจเจ็บตัว <strong>“พอโกทูเสร็จ ก็โถ…กู เลยสิ เหอะๆ”</strong> พี่บะหัวเราะร่วนหลังพูดจบ อย่างคุ้นชินกับเส้นทางสูงชัน งานวิจัยสัตว์ป่าที่เขาร่วมอยู่ในทีม เดินทำงานอยู่ในป่าตลอดทั้งปี<br />
<!--more--><!--more-->หลังจากทุกคนไต่ลงมาถึงร่องห้วยแล้ว เราพบว่า บริเวณนี้รกไปด้วยไม้พุ่มอย่างต้นสาบเสือ และเครือหนาม สองฝั่งเต็มไปด้วยก้อนหินขนาดใหญ่ๆ มีน้ำขังตามร่องห้วยไม่มากนัก และแทบไม่มีร่องรอยของสัตว์ป่า พื้นที่ลักษณะเช่นนี้ ไม่เหมาะเอาเสียเลย สำหรับการวางกล้องดักถ่ายภาพ เพื่อการประเมินประชากรของเสือโคร่งในพื้นที่ป่าแก่งกระจานนี้ เพราะเสือโคร่งใช้เส้นทางเดินเดียวกับสัตว์ป่าชนิดอื่นใช้</p>
<p><!--more--><!--more--><strong>“กินข้าวกลางวันกันก่อนดีกว่า เราคงต้องกลับไปตั้งกล้องบนสันที่ลงมาเมื่อกี้นี่แหล่ะ”</strong> พี่บะเอ่ย ก่อนชวนทุกคนวางเป้ หยิบถุงข้าวห่อกลางวันออกมา พี่บะต้มมาม่าในหม้อสนาม แล้วแกะปลากระป๋อง ฉีกห่อผักกาดดองวางเคียง อาหารกลางวันหลังเดินแบบ <strong>“โกทู”</strong> จนเหงื่อท่วม ก็อร่อยราวเสิร์ฟตรงมาจากภัตตาคาร</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--><em><strong>“โถ…กู อีกแล้วสิ”</strong></em> ผมพูดกับทุกคน ขณะมองเนินเขาชันๆ ที่เพิ่งลงมา แล้วต้องกลับขึ้นไปใหม่ ช่วงชีวิตขาขึ้นของพวกเราไม่สบายเอาเสียเลย เป้หลังใส่อุปกรณ์สำหรับการติดตั้งกล้องดักถ่ายคล้ายจะหนักขึ้นอีกเท่าตัว กล้องอุปกรณ์ดักถ่ายภาพสัตว์ป่าอัตโนมัติ (Camera Trap) ที่ใช้ในการตั้งกล้องในแต่ละจุด จำนวนจุดละ 2 ตัว น้ำหนักของกล้องแต่ละตัวรวมบลอกเหล็กสำหรับป้องกันตัวกล้องจากช้างป่าทำลาย ไม่น้อยกว่า 2 กิโลกรัม ไต่ตามเนินเขาที่รกด้วยไม้พุ่มและหนาม อาศัยตามรอย <strong>“พี่ใหญ่”</strong> –ช้างป่าที่ไต่ขึ้นมาหากินขึ้นไปหาด่านสัตว์บนสันเขา พี่บะใช้มีดตัดหนามและกิ่งไม้เป็นช่อง พอให้เราเดินขึ้นไปได้ ขณะเหงื่อท่วมตัว หายใจหอบถี่ด้วยความเหนื่อย กล้ามขาล้า ตะคริวคล้ายจะจับที่ก้อนน่อง ผมนึกถึงด่านสัตว์ทางเตียนๆ ที่เดินสบาย และเริ่มซึ้งดีกับคำว่า<strong><em> “โกทู”</em></strong></p>
<p><strong><em><!--more--><br />
</em></strong></p>
<p><img class="size-full wp-image-2104 alignleft" title="2" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/12/2.jpg" alt="" width="400" height="300" /></p>
<p><!--more--><!--more--><!--more--><!--more--><strong>“หลายปีก่อน เราได้ภาพเสือโคร่งขาหลังขาด น่าจะติดแร้วดักมานั่นแหล่ะ”</strong> น้าสุทัศน์ ทรัพย์ภู่ ฝ่ายวิชาการของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่มาด้วย บอกกับเรา บนด่านสัตว์บนสันเขาตลอดแนวนี้ เต็มไปด้วยร่องรอยของ <strong>“แร้วดักสัตว์”</strong>—หลุมดักที่เกิดจากการขุดดินเป็นหลุมลึก คะเนลึกราวน่องขา ปากหลุมกว้างราวๆ 30 เซนติเมตร และมีลวดสลิงเส้นเท่านิ้วก้อย ทำเป็นบ่วงวางยึดไว้กับหลักไม้ที่ไม่สูงนัก จนผิดสังเกตเหนือปากหลุม เมื่อสัตว์ป่าตัวใดเดินพลาดลงไป ลวดสลิงจะดึงรัดข้อตีนไว้ ยิ่งสัตว์ตัวนั้น ดิ้นรนหาทางรอดมากเท่าใด มันก็ยิ่งรัดแน่นมากเท่านั้น แน่นอนว่า เสือโคร่งที่บาดเจ็บตัวนั้น คงโดนแร้วกับดักนี้เข้า ชีวิตของเสือโคร่งป่วย ไม่สามารถล่าสัตว์อื่นกินเป็นเหยื่อได้ คงหนีไม่พ้นความตาย</p>
<p><!--more--><!--more-->ชีวิตของสัตว์ป่าทั่วโลกยังถูกคุกคาม ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนัก เพื่อรักษาชีวิตของสัตว์ป่า ในทางตรงกันข้าม มีคนที่ทำทุกวิถีทางเพื่อตักตวงและกอบโกยชีวิตในธรรมชาติเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว สัตว์ป่าอย่างเสือโคร่ง ชิ้นส่วนหรือซากของมัน เป็นที่ต้องการของตลาดค้าสัตว์ป่า ความเชื่อในเรื่องสรรพคุณบำรุงกำลังทางเพศ หรือยาอายุวัฒนะที่ได้มาจากเนื้อหรือซากสัตว์ป่า ยังคงขายได้ดีและเป็นที่ต้องการ นอกจากเสือโคร่งที่ถูกคุกคามแล้ว สัตว์ที่เป็นเหยื่อของมัน เช่น กระทิง วัวแดง กวางป่า ฯลฯ ซากสัตว์ป่าเหล่านี้มีราคาตอบแทนที่คุ้มเหนื่อย เสือโคร่งไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หากสัตว์ที่เป็นเหยื่อไม่มีจำนวนมากพอให้มันล่าเป็นอาหาร ดังนั้น ทุกภัยคุกคาม ย่อมส่งผลต่อประชากรเสือโคร่ง ผู้อยู่อันดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในป่าอย่างเลี่ยงไม่ได้</p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><!--more--><strong>“</strong><strong>ตั้งแต่ตั้งกล้องที่นี่มาเป็นอาทิตย์ ผมยังไม่เจอรอยเสือเลย” </strong>พี่บะ เอ่ยขึ้นหลังจากพวกเราตั้งกล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติเสร็จ</p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><!--more--><strong>“โดนแร้วขาขาดหมดแล้วมั้ง พี่บะ” </strong>ป๋าชัย ออกความเห็นสำเนียงอีสาน ที่เราภาวนาอย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย</p>
<p><!--more--><!--more-->เราตั้งกล้องดักถ่าย 2 ตัว ในตำแหน่งตรงกันข้ามกัน โดยยึดตัวกล้องที่ใส่ในบลอกเหล็กด้วยสายสลิง ซึ่งมีรหัสลอคเช่นเดียวกับแม่กุญแจกันขโมย มัดกับต้นไม้ในระดับต่ำกว่าเอวเล็กน้อย โดยเราจะลองคลานสูง ทำตัวคล้ายเสือโคร่ง จะแยกเขี้ยวตอนคลานผ่านด้วยก็ยังได้ หากมีเสือโคร่งสักตัวเดินผ่าน กล้องทั้งคู่จะถ่ายภาพเสือทั้งสองด้านข้างของลำตัว ลายข้างตัวของเสือโคร่งคือความลับที่นักวิจัยสามารถแยกเสือแต่ละตัวออกจากกันได้ คล้ายกับลายนิ้วมือของคน ที่ไม่มีเสือโคร่งตัวใดมีลายเหมือนกันเลย เมื่อเราได้ตั้งกล้องดักถ่ายกระจายทั่วพื้นที่ป่าแก่งกระจานแล้ว ภาพถ่ายเสือโคร่งที่ได้ทั้งหมด จะถูกนำมาประเมินจำนวนประชากรทั้งหมดของเสือโคร่งในผืนป่าแห่งนี้ แล้วเราจะได้คำตอบว่า ประชากรเสือโคร่งในป่าแก่งกระจานจะเป็นไปในทิศทางใด—วิกฤต หรือมีมากพอ หรืออย่างไร เพื่อใช้ในการจัดการป่าผืนนี้ให้คงอยู่ต่อไป</p>
<p><!--more--><!--more-->ใบไม้วูบไหว แสงแดดยามบ่ายแก่ส่องลอดเรือนยอดป่าดิบแล้งลงมายังไม้ชั้นล่าง ผมเดินไต่เนินเขาชันๆ ลงตามพี่บะ โดยมีป๋าชัย และน้าสุทัศน์ไต่ลงตามหลังมาอย่างช้าๆ เพื่อกลับไปยังแคมป์นอนริมลำห้วยในหุบเขา ทีมวิจัยเสือโคร่งจากสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน เดินป่ากันอีกหลายร้อยกิโลเมตรในป่าแก่งกระจาน เพื่อติดตั้งกล้องดักถ่ายให้เสร็จทั่วพื้นที่ พวกเขายังทำงานหนัก เพื่อแข่งกับเวลา เพื่อไม่ให้สัตว์ป่าเมืองไทยมีชะตาชีวิตแบบ <strong>“โถ…กู”</strong></p>
<p><strong><!--more--><!--more--></strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>เรื่อง</strong>: อุเทน ภุมรินทร์ wildlifer72_30@hotmail.com<br />
<strong>ภาพ</strong>: สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช</p>
<p><strong><!--more--><!--more--></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong><strong>การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org</strong></strong></span></p>
<p><strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></strong></p>
<p><strong><!--more--><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/go_to/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“เฝ้าซาก (3)”</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_3</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_3#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Jan 2012 06:16:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=2088</guid>
		<description><![CDATA[ในขณะที่หมาในเกือบ 20 ตัว เข้ารุมทึ้งซากเน่าๆ ของควายป่า มีหมาในสองตัวทำหน้าที่เป็นยาม ทั้งสองตัวนอนมอบอยู่คนละทิศ ตาสอดส่ายหันหน้ามองไปรอบๆ กลิ่นเน่าซึ่งเหลืออยู่จางๆ หายไป นั่นหมายถึงว่า ผมกลับเป็นผู้เหนือลม “ยาม” รู้ถึงความผิดปกติ ทั้งสองตัวลุกขึ้นเขม้นมองมาทางซุ้มบังไพร กลิ่นแปลกปลอมทำให้หมาในผู้เป็นยามทั้งสองสงสัย ตัวหนึ่งเดินช้าๆ ข้ามน้ำมุ่งตรงมาทางซุ้ม หมาในอีกตัวตามมาติดๆ ผมถ่ายภาพขณะหมาในตัวนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งเทเลโฟโตขนาด 400 มิลลิเมตรปรับระยะชัดไม่ได้

หมาในตัวอยู่ใกล้ซุ้มบังไพรส่งเสียงคล้ายเสียงเห่า เป็นเสียงที่ทำให้สมาชิกในฝูงซึ่งกำลังรุมทึ้งซากอย่างเพลิดเพลินหยุด และหันมอง ตอนนี้หมาในทั้งฝูงรู้แล้วว่า บริเวณนั้นมีสิ่งผิดปกติ ถ้าเป็นสัตว์อื่น โดยประสบการณ์ทำให้ผมรู้ว่า พวกมันทั้งฝูงจะแตกฮือไปอย่างรวดเร็ว

เสือดำกระโจนหนีทันทีที่หันมาพบ

เสือโคร่งคำรามขู่ แต่ก็เดินหนีอย่างรวดเร็ว ขณะผมกำลังถ่ายรูป

เสือดาว แม้จะหวงเหยื่อสักเพียงไร แต่ก็ไม่แสดงท่าทีคุกคาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์กินพืช เช่น กระทิงหรือวัวแดง ทั้งฝูงจะล่าถอยอย่างรวดเร็ว เพียงเมื่อได้กลิ่นของ “ผู้ล่า” หรือ คน



หมาในไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งฝูงเดินตรงเข้ามาทางซุ้มบังไพร ตัวอยู่ใกล้เงยหน้าสูดกลิ่น ก้มหัวทำอาการสงสัย ขยับตัวเดินหน้า-ถอยหลัง หมาในส่วนใหญ่อยู่ในลำห้วย ขณะมีบางส่วนเดินขึ้นตลิ่งอ้อมมาทางด้านหลังต้นมะเดื่อ ผมขยับตัว แม้กิริยาของหมาในจะแสดงอาการสงสัยมากกว่าคุกคาม แต่สถานการณ์ที่ดูคล้ายกับว่ากำลังถูกล้อมด้วยหมาในฝูงนี้ ทำให้ผมเริ่มมองหาลู่ทางหลบหนี หากมีการเข้าโจมตี

หมาในเป็น “นักล่า” ที่นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในขณะที่หมาในเกือบ 20 ตัว เข้ารุมทึ้งซากเน่าๆ ของควายป่า มีหมาในสองตัวทำหน้าที่เป็นยาม ทั้งสองตัวนอนมอบอยู่คนละทิศ ตาสอดส่ายหันหน้ามองไปรอบๆ กลิ่นเน่าซึ่งเหลืออยู่จางๆ หายไป นั่นหมายถึงว่า ผมกลับเป็นผู้เหนือลม<strong> “ยาม” </strong>รู้ถึงความผิดปกติ ทั้งสองตัวลุกขึ้นเขม้นมองมาทางซุ้มบังไพร กลิ่นแปลกปลอมทำให้หมาในผู้เป็นยามทั้งสองสงสัย ตัวหนึ่งเดินช้าๆ ข้ามน้ำมุ่งตรงมาทางซุ้ม หมาในอีกตัวตามมาติดๆ ผมถ่ายภาพขณะหมาในตัวนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งเทเลโฟโตขนาด 400 มิลลิเมตรปรับระยะชัดไม่ได้</p>
<p><span id="more-2088"></span></p>
<p><!--more-->หมาในตัวอยู่ใกล้ซุ้มบังไพรส่งเสียงคล้ายเสียงเห่า เป็นเสียงที่ทำให้สมาชิกในฝูงซึ่งกำลังรุมทึ้งซากอย่างเพลิดเพลินหยุด และหันมอง ตอนนี้หมาในทั้งฝูงรู้แล้วว่า บริเวณนั้นมีสิ่งผิดปกติ ถ้าเป็นสัตว์อื่น โดยประสบการณ์ทำให้ผมรู้ว่า พวกมันทั้งฝูงจะแตกฮือไปอย่างรวดเร็ว</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more-->เสือดำกระโจนหนีทันทีที่หันมาพบ</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more-->เสือโคร่งคำรามขู่ แต่ก็เดินหนีอย่างรวดเร็ว ขณะผมกำลังถ่ายรูป</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more-->เสือดาว แม้จะหวงเหยื่อสักเพียงไร แต่ก็ไม่แสดงท่าทีคุกคาม</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more-->โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์กินพืช เช่น กระทิงหรือวัวแดง ทั้งฝูงจะล่าถอยอย่างรวดเร็ว เพียงเมื่อได้กลิ่นของ <strong>“ผู้ล่า</strong>” หรือ <strong>คน</strong></p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--></p>
<p><img class="alignright size-full wp-image-2091" title="chain0961" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/12/chain0961.jpg" alt="" width="400" height="273" /></p>
<p style="text-align: justify;"><!--more--><em>หมาในไม่เป็นเช่นนั้น</em> ทั้งฝูงเดินตรงเข้ามาทางซุ้มบังไพร ตัวอยู่ใกล้เงยหน้าสูดกลิ่น ก้มหัวทำอาการสงสัย ขยับตัวเดินหน้า-ถอยหลัง หมาในส่วนใหญ่อยู่ในลำห้วย ขณะมีบางส่วนเดินขึ้นตลิ่งอ้อมมาทางด้านหลังต้นมะเดื่อ ผมขยับตัว แม้กิริยาของหมาในจะแสดงอาการสงสัยมากกว่าคุกคาม แต่สถานการณ์ที่ดูคล้ายกับว่ากำลังถูกล้อมด้วยหมาในฝูงนี้ ทำให้ผมเริ่มมองหาลู่ทางหลบหนี หากมีการเข้าโจมตี</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->หมาในเป็น <strong>“นักล่า”</strong> ที่นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ให้สมญานามว่าเป็น<strong> “จอมวายร้าย”</strong> และ หากหมาในรวมตัวกันหลายๆตัวละก็จะไม่กลัวอะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งกล้าเข้าแย่งเหยื่อจากเสือเลยทีเดียว ผมตั้งใจจะใช้มะเดื่อต้นนี้เป็นที่หลบภัย เอากล้องซึ่งติดเลนส์ขนาด 24 มิลลิเมตร ห้อยคอไว้ นึกถึงภาพหมาในกำลังกระโดด ขณะผมอยู่ในมุมสูง แต่โดยนิสัยการล่าของหมาในทำให้ผมรู้ว่า หากหมาในฝูงนี้ <strong>“เอาจริง”</strong> ผมคงไร้หนทางหลบหนี พวกมันจะเข้าล้อม ทำให้สับสน กระโดดเข้ากัดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ว่ากันว่าหมาในฉลาดขนาดวิ่งไล่เหยื่อ ต้อนให้ไปใกล้ๆ โพรงซึ่งลูกๆ อยู่แล้วจึงฆ่าเพื่อให้ลูกออกมากินด้วยได้ มันเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างตึงเครียด พูดตรงๆ เป็นครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกกลัว หมาในเมื่อเข้ามาใกล้ๆ ก็มีท่าทางลังเล บางตัวถอยห่างออกไป อาการเดินหน้าถอยหลังแบบกล้าๆ กลัวๆ ทำให้ผมใจชื้นขึ้น สักพักก็มีตัวหนึ่งทำหัวเชิดจมูกสูดหากลิ่นและวิ่งผละไปตามลำห้วยอย่างรวดเร็ว หมาในทั้งฝูงออกวิ่งตามตัวแรกไป ผมถอนหายใจ เช็ดความชื้นในอุ้งมือกับขากางเกง</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--><img class="alignleft size-full wp-image-2090" title="chain0971" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/12/chain0971.jpg" alt="" width="400" height="273" /></p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ผ่านไปเพียงชั่วครู่ มีเสียงกวางร้องแบบเจ็บปวด เสียงได้ยินเพียงแว่วๆ หมาในทั้งฝูงนั้นคงได้กลิ่นเหยื่อ จึงเลิกสนใจผม ออกไล่ล่าไปตามวิถีของพวกมัน หลังจากหมาในไปแล้ว ผมเริ่มทบทวน ที่จริงหมาในแสดงท่าทางสงสัยเท่านั้น หากผมแสดงตัวให้รู้ว่า สิ่งที่พวกมันสงสัยนั้นเป็นคน เราอาจไม่ต้องมีเวลาตึงเครียด หมาในคงผละไปอย่างรวดเร็ว</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><em>แต่บนความรู้สึกหวาดกลัว ทำให้ผมมองเห็นแต่ท่าทีคุกคาม</em></p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->เสียงร้องของกวางทำให้ผมตัดสินใจออกจากซุ้มบังไพร เดินไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียง รอยตีนฝูงหมาในบนผืนทรายทำให้การตามค่อนข้างสะดวก ไม่ไกลจากซุ้มบังไพรนัก ผมพบร่างของกวางรุ่นๆ ตัวหนึ่งนอนคอพับ ช่วงท้องกลวงเหลือเพียงซี่โครง ส่วนหัวอยู่ครบแต่ลูกนัยน์ตาหายไป หมาในคงผละจากผมมาจัดการกับเหยื่อของพวกมันโดยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง นี่คือประสิทธิภาพของ <strong>“นักล่า”</strong> เช่นหมาใน กวางตัวนี้คงถูกกินเนื้อ ขณะเสียงร้องยังไม่ขาดหาย</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ผมยืนมองความไร้ชีวิตของกวาง ถึงที่สุดแล้ว ซากทำให้รู้ว่า ผมคือใคร กำลังทำอะไร และที่สำคัญมันทำให้รู้ว่า ที่ใดที่เรากำลังมุ่งหน้าไป ดูเหมือนสิ่งที่ผมเห็นจะมีค่ามากกว่าภาพของเสือโคร่งเสียด้วยซ้ำ เวลาร่วมสองสัปดาห์แห่งการ <strong>“เฝ้าซาก”</strong> ไม่ว่างเปล่าจนเกินไปนัก</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: right;"><!--more--><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong><strong>การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org</strong></strong></span></p>
<p><strong><strong> </strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <span style="color: #ff6600;"><span style="text-decoration: underline;"><a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></span></span></strong></p>
<p><strong><!--more--><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_3/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“เฝ้าซาก (2)”</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_2</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_2#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Dec 2011 15:16:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=2073</guid>
		<description><![CDATA[เวลาของการเฝ้าซากควายป่าผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ หากพูดถึงในแง่ของการทำงาน มันคือสัปดาห์แห่งความว่างเปล่า ในช่วงกลางวัน นอกจากนกกระแตหาด นกจาบคาหัวสีส้มและนกขุนแผน 2-3 ตัวแล้ว บริเวณนั้นแทบจะเรียกได้ว่า ไร้สิ่งมีชีวิต ไม่มีสัตว์ป่าชนิดอื่นๆผ่านมา ไม่มีแม้แต่นกยูงซึ่งเป็นเจ้าของหาดทรายฝั่งตรงข้าม บนหาดทรายมีเพียงร่องรอยรำแพนไว้บนผืนทรายเท่านั้น﻿

ผมเข้าใจสถานการณ์นี้ดี ศักดิ์ศรีของเจ้าของซากนั้นมีมากเกินกว่าใครจะกล้าวอแว เวลาผ่านไปนับวันบรรยากาศในซุ้มยิ่งทวีความอึดอัด อากาศร้อนอบอ้าว รวมกับกลิ่นเน่าเหม็นของซาก ทำให้บางครั้งผมมีความรู้สึกว่า เวลาแต่ละนาทีมันช่างเคลื่อนไปช้าเหลือเกิน แต่อย่างน้อยกลิ่นเน่าเหม็นของซากที่ได้กลิ่นตลอด ก็ทำให้ผมเบาใจเพราะได้อยู่ใต้ลม

นกกระแตหาด 3-4 ตัวเดินหากินอยู่ใกล้ๆ พวกเขาช่วยให้ผมไม่ต้องมองออกไปข้างนอกตลอดเวลา เพราะหากได้ยินเสียงนกกระแตหาด ส่งเสียงและบินขึ้น นั่นหมายถึงอาจมี “อะไร” เข้ามาใกล้ ในบรรยากาศ “ยาม” ประจำป่าต่างๆนี้ ผมยอมรับว่านกกระแตหาดเป็นตัวหนึ่งที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยม

แต่ดูเหมือนว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งเช่นนี้ นกกระแตหาดไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะตัวผู้ เอาแต่วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวเมีย บางครั้งเดินทำตัวเอียงๆ ทำขนบนหัวตั้งๆ แสดงอาการ “จีบ” ตัวเมียทั้งวัน

นกจาบคาหัวสีส้มก็เช่นกัน นานๆ จึงจะเห็นออกไปโฉบผีเสื้อมาสักครั้ง เวลาที่เหลือจะเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ทั้งสองตัวเกาะชิดกัน พอเผลอๆ ตัวผู้จะขึ้นขี่หลังตัวเมียเสมอ

สำหรับสัตว์ป่า ฤดูแล้งคงเรียกได้ว่าเป็นฤดูแห่งความรัก นกเริ่มจับคู่เตรียมสร้างรัง สัตว์ป่าตัวผู้อยู่ในช่วงเวลานี้มักผลัดขนใหม่แล้วสีสันสดใส ตัวผู้ที่ออกไปเที่ยวเล่นอย่างอิสระทั้งปี เริ่มกลับเข้ามาเมียงๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาของการเฝ้าซากควายป่าผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ หากพูดถึงในแง่ของการทำงาน มันคือสัปดาห์แห่งความว่างเปล่า ในช่วงกลางวัน นอกจากนกกระแตหาด นกจาบคาหัวสีส้มและนกขุนแผน 2-3 ตัวแล้ว บริเวณนั้นแทบจะเรียกได้ว่า ไร้สิ่งมีชีวิต ไม่มีสัตว์ป่าชนิดอื่นๆผ่านมา ไม่มีแม้แต่นกยูงซึ่งเป็นเจ้าของหาดทรายฝั่งตรงข้าม บนหาดทรายมีเพียงร่องรอยรำแพนไว้บนผืนทรายเท่านั้น﻿</p>
<p><span id="more-2073"></span></p>
<p><!--more-->ผมเข้าใจสถานการณ์นี้ดี ศักดิ์ศรีของเจ้าของซากนั้นมีมากเกินกว่าใครจะกล้าวอแว เวลาผ่านไปนับวันบรรยากาศในซุ้มยิ่งทวีความอึดอัด อากาศร้อนอบอ้าว รวมกับกลิ่นเน่าเหม็นของซาก ทำให้บางครั้งผมมีความรู้สึกว่า เวลาแต่ละนาทีมันช่างเคลื่อนไปช้าเหลือเกิน แต่อย่างน้อยกลิ่นเน่าเหม็นของซากที่ได้กลิ่นตลอด ก็ทำให้ผมเบาใจเพราะได้อยู่ใต้ลม</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->นกกระแตหาด 3-4 ตัวเดินหากินอยู่ใกล้ๆ พวกเขาช่วยให้ผมไม่ต้องมองออกไปข้างนอกตลอดเวลา เพราะหากได้ยินเสียงนกกระแตหาด ส่งเสียงและบินขึ้น นั่นหมายถึงอาจมี <strong>“อะไร”</strong> เข้ามาใกล้ ในบรรยากาศ <strong>“ยาม”</strong> ประจำป่าต่างๆนี้ ผมยอมรับว่านกกระแตหาดเป็นตัวหนึ่งที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยม</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->แต่ดูเหมือนว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งเช่นนี้ นกกระแตหาดไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะตัวผู้ เอาแต่วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวเมีย บางครั้งเดินทำตัวเอียงๆ ทำขนบนหัวตั้งๆ แสดงอาการ <strong>“จีบ”</strong> ตัวเมียทั้งวัน</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--><img class="alignleft size-full wp-image-2076" title="chain1071" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/11/chain1071.jpg" alt="" width="400" height="273" /><!--more--><!--more-->นกจาบคาหัวสีส้มก็เช่นกัน นานๆ จึงจะเห็นออกไปโฉบผีเสื้อมาสักครั้ง เวลาที่เหลือจะเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ทั้งสองตัวเกาะชิดกัน พอเผลอๆ ตัวผู้จะขึ้นขี่หลังตัวเมียเสมอ</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->สำหรับสัตว์ป่า ฤดูแล้งคงเรียกได้ว่าเป็นฤดูแห่งความรัก นกเริ่มจับคู่เตรียมสร้างรัง สัตว์ป่าตัวผู้อยู่ในช่วงเวลานี้มักผลัดขนใหม่แล้วสีสันสดใส ตัวผู้ที่ออกไปเที่ยวเล่นอย่างอิสระทั้งปี เริ่มกลับเข้ามาเมียงๆ มองๆ ตัวเมียในฝูง</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--></p>
<p>สัตว์ป่าตัวเมียรู้ดีว่า การมีชีวิตอยู่ในธรรมชาตินี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่แข็งแรง อดทนจะมีโอกาสกว่า ดังนั้นมันจึงเลือกพ่อของลูกชนิดแข็งแรง อดทน และสมบูรณ์ เพื่อลูกที่เกิดมาจะได้มีโอกาสอยู่รอด รวมทั้งปฎิบัติหน้าที่อันได้รับมอบหมายมาอย่างได้ผล</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ตลอดสัปดาห์ดูเหมือนชีวิตรอบๆ บริเวณนั้นมีเพียงเท่านี้</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->พอซากเริ่มเน่าเปื่อยเรามีสมาชิกเพิ่มขึ้น สักบ่ายสามโมงของวันในสัปดาห์ที่สอง มีเสียงน้ำกระฉอกจากด้านขวามือ เป็นเสียงเดินของสิ่งมีชีวิต โคนต้นมะเดื่อทำให้มุมมองด้านนั้นค่อนข้างแคบ เสียงน้ำดังๆ หยุดๆ แต่ร่างที่โผล่ออกมา ทำเอาความตื่นเต้นอย่างคาดหวังของผมหมดไป</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->เพราะเป็นร่างของ<strong> “เหี้ย”</strong> ขนาดใหญ่คลานอยู่ในน้ำตื้นๆ เหี้ยคลานๆ หยุดๆ แลบลิ้นสำรวจกลิ่น ทำท่าชะงักเมื่อผ่านหน้าบังไพร เหี้ยออกมาทำหน้าที่ของเขาแล้ว ซากเน่าเปื่อยของควายป่าซึ่งนอนขวางลำน้ำอยู่นี้เป็นสิ่งที่มันต้องจัดการ ทำหน้าที่เป็นพนักงานทำความสะอาด</p>
<p><!--more--><!--more--><img class="size-full wp-image-2077 alignright" title="chain1081" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/11/chain1081.jpg" alt="" width="400" height="273" /><!--more--></p>
<p><!--more-->จากวันนั้นเมื่อถึงเวลาบ่ายสามโมง เหี้ยจะออกมาอย่างตรงเวลา เหี้ยตัวเล็กกว่าจะรอจนกระทั่งเหี้ยตัวใหญ่กินเสร็จแล้วจึงเข้ามากินบ้าง มีอยู่ตัวหนึ่งคลานขึ้นมาข้างบน ก้มหน้าก้มตาเกือบเข้ามาชนผมในซุ้ม ผมใช้กิ่งไม้เล็กๆ ตบลงพื้น มันยังเงยหน้าแลบลิ้นแผล็บๆ อย่างวางก้าม ก่อนค่อยๆ คลานลงไป</p>
<p style="text-align: left;"><!--more--></p>
<p style="text-align: justify;"><!--more-->การเฝ้ารอที่คิดว่าว่างเปล่านั้น ที่จริงมันดูคล้ายเป็นเรื่องราวระหว่างทางก่อนถึงจุดหมาย ผมได้เฝ้าดูพฤติกรรมของเหี้ยอย่างใกล้ชิด ได้รู้ว่าเหี้ยมีสัญชาตญาณระวังไพรอันยอดเยี่ยม เหี้ยสัมผัสได้กับกลิ่น หรือเสียงผิดปกติ แม้เพียงเล็กน้อย เหี้ยมีระบบอาวุโส และยอมรับการเข้ากินซากตามลำดับ</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more--></p>
<p>บ่ายวันหนึ่ง เหี้ยซึ่งกำลังกินซากอย่างสบายอารมณ์ ผลุนผลันผละจากซาก คลานน้ำกระจายขึ้นตลิ่งไปอย่างรวดเร็ว ผมขยับตัว ตาแนบช่องมองภาพ ปรับระยะชัด นกกระแตหาดส่งเสียงร้อง โผบินออกไปทางด้านขวา จากนั้นไม่ถึงสิบนาที ร่างสีแดงของหมาในฝูงหนึ่งก็โผล่เข้ามา หมาในทั้งฝูงเข้ารุมทึ้งซากด้วยอาการมูมมาม บางตัวกระฉากเนื้อชิ้นโต ฉีกขาดคาบไปกินลำพัง<br />
<!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><em>โดยศักดิ์ศรีและการยอมรับ เสือถูกยกให้เป็น <strong>“นักล่า”</strong> หมายเลขหนึ่ง ไม่ผิดจากความเป็นจริง หากจะยกลำดับสองให้หมาป่า</em><br />
<!--more--></p>
<p><!--more-->เวลาของการเฝ้ารอผ่านไปถึงสัปดาห์ที่สอง <strong>“นักล่า”</strong> ลำดับสอง ปรากฎกายมาให้เห็น เป็นสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า เวลาแห่งการพบกันระหว่างผมและนักล่าหมายเลขหนึ่งคงอยู่ไม่ไกลนัก อาจอยู่ที่ว่า ผมจะอดทนได้มากเพียงไรเท่านั้น</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: right;"><!--more--><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong><strong>การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org</strong></strong></span></p>
<p><strong><strong> </strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <span style="color: #ff6600;"><a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></span></strong></p>
<p><strong><!--more--><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“เฝ้าซาก (1)”</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2011 03:36:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=2042</guid>
		<description><![CDATA[ในความรู้สึกของผม การถ่ายรูปสัตว์ป่าโดยวิธีการ “เฝ้าโป่ง” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การถ่ายด้วยการ “เฝ้าซาก” นี้ ดูจะยากกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะเมื่อเป็นซาก ซึ่งถูกฆ่าโดย “เสือ” พระธุดงค์แวะมาที่หน่วยพิทักษ์ป่า บอกว่า ห่างจากหน่วยไปสักสิบกิโลเมตร ในลำห้วยมีควายป่าถูกเสือฆ่าไว้

ผมตามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปดู พบว่าเป็นซากอยู่ในสภาพอันเหมาะสม สำหรับเฝ้าถ่ายรูปมาก ควายป่าล้มนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก กลางลำห้วยโล่งๆ ฝากฝั่งลำห้วยด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาชัน บริเวณหาดทรายมีร่องรอยของการต่อสู้ มีรอยเลือด และรอยลากซากนั่นมาไว้ในน้ำ

ซากควายป่ายังใหม่ เนื้อบริเวณท้องเท่านั้นที่ถูกกัดกินไป วงเขาของควายป่าตัวนั้นไม่กว้างนัก คาดว่าคงเป็นควายที่โตยังไม่เต็มที่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายรูปอัตโนมัติ หรือ “คามาร่า แทร็ป” โดยกล้องจะถูกสั่งให้ทำงานโดยลำแสงอินฟาเรด เมื่อมีสัตว์เดินผ่าน

ผมมองหาทำเลทำซุ้มบังไพร ด้านตะวันออกนั้นไม่มีหนทางเพราะเป็นหน้าผาชัน ส่วนทิศตะวันตกมีทางด่าน ซึ่งผมคาดว่า เสือน่าจะใช้เส้นทางนี้เดินเข้าออก ถัดจากทางด่านไปราวสิบเมตร มีต้นมะเดื่อต้นใหญ่ โคนต้นเป็นดงหญ้ารกๆ เป็นบริเวณที่อยู่บนฝั่งห้วยระดับสูงกว่าพื้นน้ำราวๆ 3 เมตร มันคือทำเลที่ดี เพราะอยู่สูงกว่า จะทำให้ “กลิ่น” ไม่เป็นที่สังเกตของสัตว์ป่าได้ง่ายๆ แต่ปัญหาก็คือ อยู่ใกล้ทางด่านมากเกินไป หากเสือมามันอาจได้กลิ่นผมเสียก่อน ถ้าผมใช้จุดนี้ทำซุ้มบังไพร คงต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับตัว หรือระมัดระวังเรื่องเสียง

ผมตกลงใจใช้จุดนี้ ขณะในใจกรู้ว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในความรู้สึกของผม การถ่ายรูปสัตว์ป่าโดยวิธีการ<strong> “เฝ้าโป่ง”</strong> นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การถ่ายด้วยการ <strong>“เฝ้าซาก” </strong>นี้ ดูจะยากกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะเมื่อเป็นซาก ซึ่งถูกฆ่าโดย <strong>“เสือ”</strong> พระธุดงค์แวะมาที่หน่วยพิทักษ์ป่า บอกว่า ห่างจากหน่วยไปสักสิบกิโลเมตร ในลำห้วยมีควายป่าถูกเสือฆ่าไว้</p>
<p><span id="more-2042"></span></p>
<p><!--more-->ผมตามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปดู พบว่าเป็นซากอยู่ในสภาพอันเหมาะสม สำหรับเฝ้าถ่ายรูปมาก ควายป่าล้มนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก กลางลำห้วยโล่งๆ ฝากฝั่งลำห้วยด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาชัน บริเวณหาดทรายมีร่องรอยของการต่อสู้ มีรอยเลือด และรอยลากซากนั่นมาไว้ในน้ำ</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ซากควายป่ายังใหม่ เนื้อบริเวณท้องเท่านั้นที่ถูกกัดกินไป วงเขาของควายป่าตัวนั้นไม่กว้างนัก คาดว่าคงเป็นควายที่โตยังไม่เต็มที่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายรูปอัตโนมัติ หรือ <strong>“คามาร่า แทร็ป”</strong> โดยกล้องจะถูกสั่งให้ทำงานโดยลำแสงอินฟาเรด เมื่อมีสัตว์เดินผ่าน</p>
<p><!--more--><!--more--><img class="alignright size-full wp-image-2058" title="DSC_47991_02" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/10/DSC_47991_02.jpg" alt="" width="250" height="376" /><!--more--></p>
<p><!--more-->ผมมองหาทำเลทำซุ้มบังไพร ด้านตะวันออกนั้นไม่มีหนทางเพราะเป็นหน้าผาชัน ส่วนทิศตะวันตกมีทางด่าน ซึ่งผมคาดว่า เสือน่าจะใช้เส้นทางนี้เดินเข้าออก ถัดจากทางด่านไปราวสิบเมตร มีต้นมะเดื่อต้นใหญ่ โคนต้นเป็นดงหญ้ารกๆ เป็นบริเวณที่อยู่บนฝั่งห้วยระดับสูงกว่าพื้นน้ำราวๆ 3 เมตร มันคือทำเลที่ดี เพราะอยู่สูงกว่า จะทำให้ <strong>“กลิ่น”</strong> ไม่เป็นที่สังเกตของสัตว์ป่าได้ง่ายๆ แต่ปัญหาก็คือ อยู่ใกล้ทางด่านมากเกินไป หากเสือมามันอาจได้กลิ่นผมเสียก่อน ถ้าผมใช้จุดนี้ทำซุ้มบังไพร คงต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับตัว หรือระมัดระวังเรื่องเสียง</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ผมตกลงใจใช้จุดนี้ ขณะในใจกรู้ว่า คราวนี้เจองาน<strong> “หิน” </strong>ผมพยายามทำซุ้มให้แนบเนียน ต้นพงที่ใช้บังซุ้มสำเร็จรูป ผมเดินไปตัดมาห่างจากจุดนั้นเกือบ 300 เมตร ผมไม่ได้กำลังจะเฝ้าโป่งซึ่งไม่รู้ว่าจะมีตัวอะไรมาให้ถ่ายบ้าง แต่ผมกำลังทำซุ้มเพื่อเฝ้ารอเสือโคร่ง ผู้เป็นเจ้าของซากควายป่าตัวนี้</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><em>ซากที่รู้ว่า เจ้าของหวงนักหนา การทำซุ้มบังไพรจึงเป็นเรื่องต้องพิถีพิถัน</em></p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->บนหาดทรายมีขี้ควายป่าอยู่หลายกอง ผมเอามาโรยๆ ไว้รอบๆ และข้างในซุ้ม ละเลงให้กลิ่นกระจาย    ทำซุ้มเสร็จ ผมปล่อยทิ้งไว้ตลอดช่วงบ่าย เดินกลับแคมป์ซึ่งอยู่ห่างออกมาราวๆ หนึ่งกิโลเมตร</p>
<p><!--more--><!--more--><img class="alignleft size-full wp-image-2057" title="DSC_59721_01" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/10/DSC_59721_01.jpg" alt="" width="250" height="376" /><!--more--></p>
<p><!--more-->เจ้าหน้าที่ป่าไม้กลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงผมและสงค์ คนงานจากหน่วยพิทักษ์ป่า ซึ่งจะอยู่ช่วยเฝ้าแคมป์ให้ตลอดเวลาที่ผมทำงาน ผมไม่ตั้งแคมป์ริมน้ำ เพราะเราใช้น้ำเฉพาะหุงข้าว น้ำดื่มเราใส่กระติกไว้ ส่วนเรื่องอาบน้ำตลอดอาทิตย์หรือตลอดการทำงานครั้งนี้ เป็นเรื่องไม่จำเป็น</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->สงค์ก่อไฟหุงข้าวตอนกลางวันหนเดียว เพื่อใช้กินทั้งวัน ผมโชคดีที่ได้เพื่อนร่วมทางชนิด ถึงไหนถึงกัน และเข้าใจดีว่า เราต้องระมัดระวังเพียงไร หนึ่งทุ่มเราขึ้นเปล ไม่มีไฟ ไม่มีเสียง พอสองทุ่ม ผมได้ยินเสียงทักทาย เสือส่งเสียงคำรามในท่วงทำนองสั้นๆ กระชั้นๆ ไม่ใช่สำเนียงของการคุกคาม แต่มันคือการประกาศความเป็นเจ้าของซาก และรู้ว่าสิ่งแปลกปลอมอยู่แถวๆนั้น คืนนั้นผมนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นเต้น และเร่งให้เช้าเร็วๆ หลับตาเห็นแต่ภาพเสือเดินเข้ามากินซาก บนลำห้วยโล่งๆ</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->ผมลุกจากเปลตั้งแต่ตี 4 พร้อมๆกับได้ยินเสียงคำรามอีกหลายครั้ง ผมเข้าซุ้มตั้งแต่ยังไม่สว่าง ซากควายป่าเลือนลางอยู่ในความมืดสลัว</p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: left;"><!--more-->ตลอดอาทิตย์ ผมทำเช่นนี้อยู่ในซุ้มวันละกว่าสิบชั่วโมง กลางคืนนอนฟังเสียงคำราม เสือรู้ว่า ผมเฝ้ารอ มันไม่ออกมาในช่วงกลางวัน แต่กลางคืนจะส่งเสียงให้ผมรู้ว่า มันยังอยู่</p>
<p><!--more--></p>
<p><!--more-->นี่คือเสือ นี่คือสัตว์ป่าที่คงหลงเหลือ และมีชีวิตรอดท่ามกลางวิถีแห่งการทำลายล้าง อาทิตย์แรกดูเหมือนจะเป็นเพียงบทพิสูจน์ความอดทน บทพิสูจน์ว่า เสือ<strong> “เหนือ”</strong> กว่าผมมากนัก<!--more--></p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><strong><em>เสียงคำรามตอนกลางคืนเหมือนเจตนาสอนให้รู้ว่า หากหวังจะเดินไปบนเส้นทางนี้ ผมต้องอดทน และรู้จักรอคอย</em></strong></p>
<p><!--more--></p>
<p style="text-align: right;"><!--more--><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><strong><!--more--></strong></p>
<p><span style="color: #ff6600;"><strong><strong>การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org</strong></strong></span></p>
<p><strong><strong> </strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <a href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></strong></p>
<p><strong><!--more--><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กลุ่มนกเค้า (Owls) ที่อพยพเข้ามาในไทย (1)</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/immigrant_owls_in_thailand_1</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/immigrant_owls_in_thailand_1#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Oct 2011 04:26:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความจากเยาวชนนักอนุรักษ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=2000</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงฤดูอพยพของบรรดานกนักเดินทางเริ่มต้นแล้ว ทัพหน้าอย่าง นกเด้าลมหลังเทา (Grey wagtail) เริ่มพบได้ตามถนนในป่า หรือไม่ก็ตามโขดหินแถวน้ำตกหรือแม่น้ำ คอยทำหางกระดกขึ้นลง กระดกบ่อยๆ จนคล้ายมันเดินส่ายก้นไปตลอด (เฮ้ย!ยั่วนี่หว่า) เดินหาจับแมลงกินเป็นอาหาร

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม บรรดานกอพยพทั้งหลาย จะทยอยเดินทางมาถึงเมืองไทย บางตัวแค่อาศัยเมืองไทยเป็นทางผ่าน แวะเติมพลัง หาอาหาร แล้วเดินทางต่อไปอาศัยยังคาบสมุทรมลายู เช่น อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ บางชนิดอาจเลยไปไกลถึงออสเตรเลีย บางตัวมาแล้ว ก็รักเดียวใจเดียว อยู่เมืองไทยยาวๆ จนกว่าจะได้เวลาเดินทางกลับบ้านอีกครั้ง

รอให้ถึงช่วงลมหนาวมาเยือน (ปีนี้ จะมีไหม? เพราะฤดูร้อนยังหายไป!) เราคงได้ต้อนรับเหล่านกอพยพอีกเพียบ แต่วันนี้ ขอพูดถึง เฉพาะกลุ่มนกเค้า (Owls) ที่อพยพ ในเมืองไทย พบนกเค้าที่อพยพเข้ามา จำนวน 3 ชนิดด้วยกัน คือ นกเค้าหูยาวเล็ก (Oriental scops Owl), นกเค้าแมวหูสั้น (Short-eared Owl) และนกเค้าเหยี่ยว (Brown hawk Owl)


ภาพที่ 1 นกเค้าหูยาวเล็ก (Otus sunia [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงฤดูอพยพของบรรดานกนักเดินทางเริ่มต้นแล้ว ทัพหน้าอย่าง นกเด้าลมหลังเทา (Grey wagtail) เริ่มพบได้ตามถนนในป่า หรือไม่ก็ตามโขดหินแถวน้ำตกหรือแม่น้ำ คอยทำหางกระดกขึ้นลง กระดกบ่อยๆ จนคล้ายมันเดินส่ายก้นไปตลอด (<strong>เฮ้ย!ยั่วนี่หว่า</strong>) เดินหาจับแมลงกินเป็นอาหาร</p>
<div id="_mcePaste"><span id="more-2000"></span><br />
<!--more-->ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม บรรดานกอพยพทั้งหลาย จะทยอยเดินทางมาถึงเมืองไทย บางตัวแค่อาศัยเมืองไทยเป็นทางผ่าน แวะเติมพลัง หาอาหาร แล้วเดินทางต่อไปอาศัยยังคาบสมุทรมลายู เช่น อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ บางชนิดอาจเลยไปไกลถึงออสเตรเลีย บางตัวมาแล้ว ก็รักเดียวใจเดียว อยู่เมืองไทยยาวๆ จนกว่าจะได้เวลาเดินทางกลับบ้านอีกครั้ง</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->รอให้ถึงช่วงลมหนาวมาเยือน (ปีนี้ จะมีไหม? เพราะฤดูร้อนยังหายไป!) เราคงได้ต้อนรับเหล่านกอพยพอีกเพียบ แต่วันนี้ ขอพูดถึง เฉพาะกลุ่มนกเค้า (Owls) ที่อพยพ ในเมืองไทย พบนกเค้าที่อพยพเข้ามา จำนวน 3 ชนิดด้วยกัน คือ นกเค้าหูยาวเล็ก (Oriental scops Owl), นกเค้าแมวหูสั้น (Short-eared Owl) และนกเค้าเหยี่ยว (Brown hawk Owl)</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--></p>
<p style="text-align: left;"><img class="alignright size-full wp-image-2011" title="001" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/09/001.jpg" alt="" width="300" height="443" /><br />
<!--more--><!--more--><strong>ภาพที่ 1 นกเค้าหูยาวเล็ก (Otus sunia distans)  ประจำถิ่น </strong></p>
<p style="text-align: left;"><!--more--><br />
<!--more-->เริ่มกันที่ตัวแรกคือ นกเค้าหูยาวเล็ก ในโลกนี้ มีนกเค้าหูยาวเล็กถึง 21 ชนิดย่อย ส่วนในแดนขวานทองของไทยนี้ พบเพียง 2 ชนิดย่อย ซึ่งชนิดย่อยแรกเป็น (Otus sunia distans) เป็นชนิดย่อยที่เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และบางแห่งของอีสานบ้านเรา ส่วนชนิดย่อยอพยพ (Otus sunia stictonotus) พบในภาคกลางบางแห่ง อย่างในกรุงเทพฯ ตามสวนสาธารณะ หรือชานเมือง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ด้วย ซึ่งบ้านเกิดของพวกมันจริงๆ อยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีนและเกาหลี พอถึงช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ นกเค้าหูยาวเล็กจะอพยพลงมาทางจีนตอนใต้, ไต้หวัน, เลยมาถึงไทยด้วย</p>
</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->นกเค้าหูยาวเล็กพันธุ์อพยพ จะเดินทางย้ายถิ่นมา ช่วงนอกฤดูทำรังวางไข่ (winter visitor)  มักพบได้ในช่วงเดือนตุลาคม เป็นต้นไป อยู่ยาวไปจนถึงเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม ถึงเดินทางกลับไปสร้างรังวางไข่ยังบ้านเกิดที่เมืองจีน รูปร่างหน้าตาของมัน คล้ายกับ “<em>นกเค้ากู่หรือนกฮูก-Collared scops Owl</em>” นกฮูก ที่ร้องดัง “<em>กู่</em>” คล้ายเสียงคนกู่เรียก และพบได้ทั่วไป ต่างกันตรงที่นกเค้าหูยาวเล็ก ตัวเล็กกว่า เค้ากู่ดูตัวแน่นๆ หนากว่าเค้าหูยาวเล็ก (เค้ากู่ ขนาด 22-23 ซม. เค้าหูยาวเล็ก 19 ซม.) คิ้วออกสีขาว รอบคอไม่มีแถบสีเนื้ออย่างนกเค้ากู่ ตาสีเหลือง ลำตัวด้านล่างมีลายขีดสีดำเด่นชัดกว่า</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->ส่วนพันธุ์ประจำถิ่น สีตัวต่างจากชนิดย่อยอพยพ คือ เป็นสีน้ำตาลแกมเทา หนักไปทางเทาเลยก็ว่าได้ ขนาดตัว รูปลักษณ์หน้าตา ไม่ต่างกัน ต่างกันที่ชุดขนเท่านั้น นกเค้าหูยาวเล็กชนิดประจำถิ่น อาศัยอยู่ตั้งแต่ป่าเบญจพรรณและบริเวณที่เปิดโล่งสักหน่อยในป่าดิบ พบตั้งแต่ที่ระดับต่ำจนกระทั่งความสูง 1000 เมตร และอาจพบได้ในระดับ 2000 เมตรจากระดับน้ำทะเล</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->เท่าที่พอหาดูได้ง่าย คือที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จ. ชัยภูมิ เรียกได้ว่า เป็น “<em>นกที่ทำการฯ</em>” เลยทีเดียว แต่ก็ต้องรู้จักและจดจำเสียงของมันสักหน่อย เสียงร้อง “ตรุ๊ด ตรุ๊ด ตระ-ตรุ๊ด” บอกตำแหน่งตัวเอง จำกันให้ขึ้นใจ</div>
<div>(สามารถเข้าไปฟังเสียงนกเค้าหูยาวเล็กในเวปไซต์</div>
<div style="text-align: center;"><strong><!--more--><br />
<!--more-->http://www.xeno-canto.org/XCspeciesprofiles.php?species_nr2=991.10</strong></div>
<div style="text-align: center;"><strong><br />
</strong></div>
<div><strong> </strong>เลือกไฟล์แรก ที่อัดเสียงมาจากกัมพูชา เพราะจะเป็นชนิดย่อยเดียวกัน)</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->ในตอนกลางวัน มักเกาะตามกิ่งก้านของต้นไม้ที่มีใบหนาทึบ หรือไม่ก็ตามต้นสนสามใบ (Pinus kesiya) ที่อยู่บริเวณแถวที่ทำการฯ และบ้านพักรับรองนักท่องเที่ยว หรือในป่าเต็งรังผสมสน บริเวณนั้น โดยเกาะกับกิ่งสน ตัวตั้งตรง ลายสีเทาและขีดสีดำแซมตามตัวตามท้อง ทำให้มันดู &#8220;เนียน” ไปกับต้นสน มองบางทีก็คล้ายลูกสน เพราะขนาดก็ใกล้เคียงกันกับลูกสน</div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: left;"><!--more--><br />
<!--more--><img class="alignleft size-full wp-image-2013" title="002" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/09/002.jpg" alt="" width="300" height="450" /><br />
<!--more--><br />
<strong><!--more-->ภาพที่ 2 นกเค้าหูยาวเล็ก (Otus sunia stictonotus) อพยพ </strong></div>
<div><strong> </strong><!--more--><br />
<!--more-->โดยมากในช่วงกลางวัน หากเกาะต้นไม้ต้นไหน ก็จะมักเกาะตรงจุดเดิม เป็นที่ประจำทุกวัน ผมเอง และเพื่อนๆ รวมทั้งอาจารย์ได้เห็นนกเค้าชนิดนี้ เมื่อตอนซัมเมอร์ ปี 2552 (ในเมืองอาจร้อนตับแลบ แต่กลางป่าภูเขียว ต้องได้ผ้านวมสักสองผืนถึงจะหลับสบาย) สำหรับนิสิตที่ร่ำเรียนด้านสัตว์ป่าของคณะวนศาสตร์ ถึงช่วงปิดเทอม พวกเขาต้องไปเรียนภาคสนามในป่า เพื่อเรียนรู้ เทคนิคและวิธีการต่างๆ ในการศึกษาสัตว์ป่า 15 วันในป่าอนุรักษ์</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->สำหรับพวกผม ได้ไปฝึกกันที่เขตฯ ภูเขียว วันหนึ่ง หลังจากกลับออกมาจากป่าในช่วงสาย เราพบเจ้าเค้าหูยาวเล็ก เกาะนอนในช่วงกลางวัน โดยปิดเปลือกตาลงมาครึ่งหนึ่ง พวกเราทั้งหมด มากกว่า 20 ชีวิต จ้องมองและถ่ายรูปกัน โดยที่เขาไม่ได้บินหนีไปไหน มีจ้องมองตาขวางๆ บ้าง แนวว่า “<em>จะมากวนได้ไหม คน เฮ้ย! นกจะนอน</em>”</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->จากการสังเกต ‘<strong>เจ้าหูยาวเล็ก</strong>’ คงเกาะนอนในช่วงกลางวัน โดยมี “<em>ต้นประจำ</em>” คือ เลือกต้นไม้ที่พุ่มใบหนา พอเนียนหลบสายตานกผู้ล่า อย่าง “<em>เหยี่ยว</em>” ที่จะจับมันหม่ำเสีย ในช่วงสะลึมสะลือได้ ที่พอคาดเดาได้ เพราะพื้นดินด้านล่างต้นที่มันเกาะนอน มีขี้ของมัน เลอะขาวทั่วไปหมด แสดงได้ว่า นกนอนบนต้นนี้ เป็นประจำ</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->พอถึงช่วงท้องฟ้าหมดแสง นกเค้าหูยาวเล็ก ก็จะส่งเสียงร้อง “<em>ตรุ๊ด ตรุ๊ด ตระ-ตรุ๊ด</em>” บอกยี่ห้อตัวเอง อยู่อีกหลายครั้ง ก่อนจะบินไปหาอาหาร ซึ่งอาหารของมันเป็น แมลง จำพวกด้วงปีกแข็ง (Coleoptera), ผีเสื้อกลางคืน (moth), แมงมุม พวกสัตว์เลื้อยคลาน อย่างเช่น จิ้งจก นอกจากนั้น มีหนูและนกด้วย เห็นเมนูอาหารที่มันกิน เราคงเห็นชัดแล้วว่า หน้าที่ควบคุมปริมาณสัตว์ที่เป็นเหยื่อของนกชนิดนี้ เด่นชัดเพียงใด</div>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong><!--more--><br />
<!--more-->ปัจจัยคุกคามของ “นกเค้าหูยาวเล็ก”</strong></span></p>
<p><!--more--><br />
<!--more-->นกเค้าหูยาวเล็กชนิดประจำถิ่น อาจโชคดีอยู่บ้าง ที่ชีวิตอาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ มีกฎหมายและเจ้าหน้าที่ป่าไม้คอยคุ้มครอง ได้ใช้ชีวิตที่ผาสุกในบ้านของตัวเอง ต่างกันกับ นกเค้าหูยาวเล็กพันธุ์อพยพ ที่อาจโชคร้าย หากช่วงเดินทาง พลาดบินไปติดตาข่าย “<em>กับดัก</em>” ของคนจับนกมาขาย ที่ปลายทางของนกที่ติดกับดักเหล่านี้ คือตลาดค้าสัตว์ป่า “<em>จตุจักร พลาซ่า</em>” ที่เราสามารถพบนกเค้าหูยาวเล็ก สีน้ำตาลเหลือง พร้อมด้วยนกจากป่าอีกจำนวนมาก ที่แออัดยัดเหยียดอยู่ในกรงเดียวกัน นกเค้าหูยาวเล็ก บางตัวหลับพิงกรง ราวกับนกตาย เพราะ ช่วงกลางวันแดดร้อนจ้าอย่างนี้ เป็นเวลาเกาะนอนของเขา หรือไม่ก็ร่างกายที่อ่อนแอและภาวะความเครียด จากการถูกจับมาขังกรง</p>
<p><!--more--><br />
<!--more-->ในช่วงปีนี้ กลุ่มนกเค้า (Owls) ทั้งชนิดที่มีขนยาวคล้ายหู (ear tuft) อย่างเช่น นกเค้ากู่, นกเค้าหูยาวเล็ก เป็นต้น และหัวกลมๆ เช่น นกเค้าจุด (Spotted owlet) ถูกจับออกมาวางขาย จำนวนไม่น้อย ความน่ารักของมัน ถูกเพิ่มให้คนทั่วไป อยากได้มาเลี้ยงหรือครอบครอง ส่วนหนึ่ง น่าจะมาจากหนังภาพยนตร์ เรื่อง “<em>มหาตำนานวีรบุรุษองครักษ์ นกฮูกผู้พิทักษ์แห่งกาฮูล Legend of The Guardians: The Owls of Ga&#8217;Hoole</em>” ที่มาสร้างความประทับใจ ให้ใครหลายคน อยากได้นกฮูก มาเลี้ยง เช่นเดียวกับเมื่อหลายปีก่อน ที่ภาพยนตร์เรื่อง Harry potter ซึ่งมีนกเค้าหิมะ (Snowy owl) เป็นสัตว์เลี้ยงประจำ เกาะที่แขนของแฮร์รี่ จนทำให้ใครก็อยากมี “<em>นกฮูก</em>” ไว้เลี้ยงบ้าง หรือ Nemo ทำให้ปลาการ์ตูนจำนวนมหาศาล หายไปจากท้องทะเลไทย</p>
<p><!--more--><br />
<!--more-->ผมไม่ได้กล่าวโทษหนังภาพยนตร์เหล่านี้ เพียงแต่มาชวนว่า เราคงต้องมีมาตรการ หรือสร้างความเข้าใจกันใหม่ เป็นไปได้ไหม? เช่น หากหนังที่ฉายเกี่ยวกับสัตว์ ซึ่งตรงกับชนิดสัตว์ในธรรมชาติบ้านเรา เราควรมีคำอธิบาย เช่น “<em>นกฮูกในเมืองไทย ทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ไม่อนุญาตให้เลี้ยงหรือครอบครอง การซื้อขายมีความผิดตามกฎหมาย</em>” ก่อนที่ภาพยนตร์เหล่านี้จะฉายได้หรือไม่?</p>
<p style="text-align: center;"><!--more--><br />
<!--more--><em>หากเรายังไม่ยอมคิด หาทางป้องกัน หรือช่วยกัน ไม่ให้นกป่ากลายมาเป็นนกเลี้ยง ไม่แน่ นกเค้าหูยาวเล็กชนิดอพยพ ที่พบได้เกือบทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ อาจพบได้แค่ในกรงกลางตลาดนัดจตุจักรเท่านั้น!</em></p>
<p><!--more--><br />
<!--more--> <span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"> </span></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: right;"><strong>บทความจากเยาวชนนักอนุรักษ์</strong></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: right;"><strong>เรื่องโดย: อุเทน ภุมรินทร์</strong></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: right;"><strong>wildlifer72_30@hotmail.com</strong></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: right;"><strong>ภาพประกอบ : ภาพที่ 1 นกเค้าหูยาวเล็ก (Otus sunia distans)  ประจำถิ่น ภาพโดยเจริญชัย โตไธสง</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>ภาพที่ 2 นกเค้าหูยาวเล็ก (Otus sunia stictonotus) อพยพ ภาพโดยอัครวัช สมไกรสีห์</strong></p>
<p style="text-align: right;"><strong>เวปเสียงของนกเค้าหูยาวเล็ก :http://www.xeno-canto.org/XCspeciesprofiles.php?species_nr2=991.10 </strong></p>
<p><!--more--></p>
<p style="font-size: 13px;"><strong><strong><span style="color: #ff6600;"><!--more-->การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.or</span><span style="color: #ff6600;">g</span></strong></strong></p>
<p style="font-size: 13px;"><strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <a style="text-decoration: none; color: #ff5500;" href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></strong></p>
<p><!--more--></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/immigrant_owls_in_thailand_1/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตามรอย (1)</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/trace_1</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/trace_1#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Sep 2011 02:39:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=1950</guid>
		<description><![CDATA[ในงานถ่ายภาพสัตว์ป่า ผมยอมรับว่าการเฝ้าถ่ายในซุ้มบังไพรเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่บางครั้งก็หนีไม่พ้นที่ต้องเข้าไปหาสัตว์ป่าด้วย วิธีตามรอย แม้จะรู้ว่าการถ่ายภาพสัตว์ป่าด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ผลนัก ปัญหาหลักๆ ก็คือสัตว์มักแอบเข้าไปอยู่ที่รกๆ มืดๆ สภาพแสงน้อย ถ่ายรูปลำบาก

การตามรอยดูเหมือนจะเป็นการช่วยฝึกทักษะและรู้จักนิสัยของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นมากกว่า ข้อสำคัญต้องทำอย่างไร สัตว์ที่เราตามจึงจะไม่รู้ตัว เพราะมันจะเกิดความเครียด หวาดระแวง ผมคิดว่าแขกซึ่งไปเยี่ยมเยือน ไม่มีสิทธิ์รบกวนเจ้าของบ้านเช่นนั้นนะครับ



สัตว์ป่าเกือบทุกชนิดใช้การดมกลิ่นเพื่อป้องกันศัตรู หลักของการตามรอยจึงมีอยู่ง่ายๆ ว่าต้องพยายามอยู่ใต้ลมเสมอ ฟังดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ง่ายนักหรอก เพราะด่านของสัตว์ป่าไม่ได้เป็นถนนซึ่งทำไว้ตรงๆ แต่วกวนไปมา ขึ้นเขาลงห้วย โอกาสที่เราจะอยู่ได้ทั้งเหนือลมและใต้ลมมีอยู่มาก


มีหลายวิธีที่ใช้ตรวจสอบว่าเราอยู่เหนือลมหรือใต้ลม ไม่ว่าเป็นการหยิบผงดินขึ้นมาโปรย สังเกตใบไม้ ส่วนตัวผมถนัดที่ใช้การจุดไฟแช็กดูเปลวไฟ ซึ่งค่อนข้างได้ผลและสะดวก พูดถึงไฟแช็กนี่ ผมว่าทุกคนควรมีติดกระเป๋าไว้นะครับ จำเป็นกว่าไฟฉายเสียอีก ไม่ว่าคุณจะสูบบุหรี่หรือไม่ก็ตามและควรมีสำรองไว้ตามเป้ด้วย เพราะหลายครั้งผมเอาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงและเดินลุยน้ำลึกๆ ไฟแช็กเสียบ่อยๆ

โดยประสบการณ์ผมพบว่าการเข้าหาฝูงช้าง ง่ายกว่าเข้าไปถ่ายฝูงกวางเสียอีก อาจเป็นเพราะว่ากวางเป็นสัตว์กินพืชซึ่งไม่มีพิษ มีภัย เขี้ยวไม่ยาว ต้องระวังตัวมาก ส่วนช้างคงถือว่าตัวใหญ่ จึงไม่ค่อยกลัวอะไร ผมเคยพบฝูงช้างที่ทุ่งหนองผักชี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในตอนเย็นๆ หลังจากตรวจสอบกระแสลม ผมคลานเข้าไปดูช้างใกล้ๆ ได้ ไม่คิดจะถ่ายรูปหรอกครับเพราะแสงไม่มีแล้ว ที่ปางสีดา พรานบุญพาผมเดินสองวัน ตามเข้าไปดูช้างที่ยืนอยู่ห่างไม่เกิน 5 เมตร ผมคิดจะใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายเหมือนกันแต่ไม่กล้าเพราะเสียงชัตเตอร์คงทำให้เกิดความโกลาหลแน่ๆ

นอกจากจมูกดมกลิ่นและคงมีเสียงนี่แหละที่ใช้เป็นเครื่องบอกเหตุ สัตว์ป่าแยกออกนะครับว่าเสียงไม้หักนั้นเกิดตามธรรมชาติหรือคนทำ

ผมเคยทดสอบกับเก้งซึ่งกำลังอยู่ในโป่ง ผมซ่อนอยู่ในซุ้ม มีเสียงไม้หัก กระรอกร้อง เก้งตัวนั้นก้มกินน้ำเฉย ผมลองหักกิ่งไม้ดูบ้าง เสียงก็ไม่ได้ดังหนักหนา แต่เก้งตัวนั้นเงยหน้าขึ้นมองมาทางผมเขม็ง สัตว์ป่า เชื่อจมูกมากกว่าสายตา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในงานถ่ายภาพสัตว์ป่า ผมยอมรับว่าการเฝ้าถ่ายในซุ้มบังไพรเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่บางครั้งก็หนีไม่พ้นที่ต้องเข้าไปหาสัตว์ป่าด้วย <em>วิธีตามรอย</em> แม้จะรู้ว่าการถ่ายภาพสัตว์ป่าด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ผลนัก ปัญหาหลักๆ ก็คือสัตว์มักแอบเข้าไปอยู่ที่รกๆ มืดๆ สภาพแสงน้อย ถ่ายรูปลำบาก</p>
<div id="_mcePaste"><span id="more-1950"></span><br />
<!--more-->การตามรอยดูเหมือนจะเป็นการช่วยฝึกทักษะและรู้จักนิสัยของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นมากกว่า ข้อสำคัญต้องทำอย่างไร สัตว์ที่เราตามจึงจะไม่รู้ตัว เพราะมันจะเกิดความเครียด หวาดระแวง ผมคิดว่าแขกซึ่งไปเยี่ยมเยือน ไม่มีสิทธิ์รบกวนเจ้าของบ้านเช่นนั้นนะครับ</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more--><img class="size-full wp-image-1960 alignright" title="DSC_47031_1" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/08/DSC_47031_1.jpg" alt="" width="282" height="425" /></p>
<p style="text-align: left;"><!--more--><br />
<!--more-->สัตว์ป่าเกือบทุกชนิดใช้การดมกลิ่นเพื่อป้องกันศัตรู หลักของการตามรอยจึงมีอยู่ง่ายๆ ว่าต้องพยายามอยู่ใต้ลมเสมอ ฟังดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ง่ายนักหรอก เพราะด่านของสัตว์ป่าไม่ได้เป็นถนนซึ่งทำไว้ตรงๆ แต่วกวนไปมา ขึ้นเขาลงห้วย โอกาสที่เราจะอยู่ได้ทั้งเหนือลมและใต้ลมมีอยู่มาก</p>
</div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: left;"><!--more--><br />
<!--more-->มีหลายวิธีที่ใช้ตรวจสอบว่าเราอยู่เหนือลมหรือใต้ลม ไม่ว่าเป็นการหยิบผงดินขึ้นมาโปรย สังเกตใบไม้ ส่วนตัวผมถนัดที่ใช้การจุดไฟแช็กดูเปลวไฟ ซึ่งค่อนข้างได้ผลและสะดวก พูดถึงไฟแช็กนี่ ผมว่าทุกคนควรมีติดกระเป๋าไว้นะครับ จำเป็นกว่าไฟฉายเสียอีก ไม่ว่าคุณจะสูบบุหรี่หรือไม่ก็ตามและควรมีสำรองไว้ตามเป้ด้วย เพราะหลายครั้งผมเอาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงและเดินลุยน้ำลึกๆ ไฟแช็กเสียบ่อยๆ</div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: left;"><!--more--><br />
<!--more-->โดยประสบการณ์ผมพบว่าการเข้าหาฝูงช้าง ง่ายกว่าเข้าไปถ่ายฝูงกวางเสียอีก อาจเป็นเพราะว่ากวางเป็นสัตว์กินพืชซึ่งไม่มีพิษ มีภัย เขี้ยวไม่ยาว ต้องระวังตัวมาก ส่วนช้างคงถือว่าตัวใหญ่ จึงไม่ค่อยกลัวอะไร ผมเคยพบฝูงช้างที่ทุ่งหนองผักชี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในตอนเย็นๆ หลังจากตรวจสอบกระแสลม ผมคลานเข้าไปดูช้างใกล้ๆ ได้ ไม่คิดจะถ่ายรูปหรอกครับเพราะแสงไม่มีแล้ว ที่ปางสีดา พรานบุญพาผมเดินสองวัน ตามเข้าไปดูช้างที่ยืนอยู่ห่างไม่เกิน 5 เมตร ผมคิดจะใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายเหมือนกันแต่ไม่กล้าเพราะเสียงชัตเตอร์คงทำให้เกิดความโกลาหลแน่ๆ</div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: center;"><!--more--><br />
<!--more--><em>นอกจากจมูกดมกลิ่นและคงมีเสียงนี่แหละที่ใช้เป็นเครื่องบอกเหตุ สัตว์ป่าแยกออกนะครับว่าเสียงไม้หักนั้นเกิดตามธรรมชาติหรือคนทำ</em></div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->ผมเคยทดสอบกับเก้งซึ่งกำลังอยู่ในโป่ง ผมซ่อนอยู่ในซุ้ม มีเสียงไม้หัก กระรอกร้อง เก้งตัวนั้นก้มกินน้ำเฉย ผมลองหักกิ่งไม้ดูบ้าง เสียงก็ไม่ได้ดังหนักหนา แต่เก้งตัวนั้นเงยหน้าขึ้นมองมาทางผมเขม็ง สัตว์ป่า เชื่อจมูกมากกว่าสายตา เวลาย่องเข้าไปหากวาง ถ้าอยู่ใต้ลม บังเอิญมันเงยหน้ามาเห็น สิ่งที่กวางจะทำคือเชิดหัว พยายามสูดกลิ่น ยกขาหน้ากระทืบพื้น ส่งเสียง ตอนนั้นเราควรหยุดหมอบนิ่งนะครับ ถ้ายังอยู่ใต้ลมสักพักกวางจะเลิกระแวง หรือไม่อาจวิ่งไปสัก 5-10 เมตรก็หยุด แต่ถ้าลมเปลี่ยนทิศทางเมื่อไหร่ ได้กลิ่นเรา กวางจะวิ่งไปอย่างไม่เหลียวหลัง</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more--><img class="aligncenter size-full wp-image-1952" title="DSC_68281_1" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/08/DSC_68281_1.jpg" alt="" width="400" height="266" /> <!--more--><br />
<!--more-->มีอีกวิธีหนึ่งที่ผมใช้ค่อนข้างได้ผล คือคลานสี่เท้าเข้าไป เพราะมีความเชื่อว่าสัตว์ป่าจะระแวงกับอะไรก็ตามที่เดินตั้งฉากกับพื้น ส่วนพวกที่เคลื่อนที่ชนิดขนานกับพื้นดูจะไม่อันตรายเท่าไหร่ เสือไม่ฆ่ากวางหรือเก้งทุกครั้งที่เห็นนะครับ เวลาเสืออิ่มกวางเดินผ่านหน้าก็ไม่เป็นไร ใช้วิธีคลานสี่เท้าจึงได้ผลพอสมควร</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->สัตว์ป่าเวลาเดินมักอึหรือฉี่ไปตลอด ถ้าเห็นกองอึจึงพอคาดว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมียได้ วิธีสังเกตง่ายๆ คือ ถ้าอึมีฉี่ปนอยู่ด้วยเป็นตัวเมียครับ ถ้าฉี่อยู่ห่างจากกองอึ ตัวนั้นเป็นตัวผู้ เวลาตามรอยเมื่อเห็นกองอึใหม่ๆ แสดงว่าสัตว์ยังอยู่ในอาการสบายๆ ไม่รู้ตัว เราจึงมีโอกาสเห็นตัวบ้าง หากจะตามรอยต้องมีความช่างสังเกตครับ เพราะบางทีบนพื้นแห้งๆ แข็งๆ รอยตีนสัตว์หาไม่ง่าย อาจมีแค่ใบไม้หรือกิ่งไม้เล็กๆ หักให้เห็นเท่านั้น</div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: center;"><!--more--><br />
<!--more--><em>ข้อสำคัญอย่าประเมินความฉลาดของสัตว์ป่าต่ำ</em></div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: center;"><em>ในพื้นที่ของมัน พวกมันจะฉลาดกว่าเราเสียด้วยซ้ำ</em></div>
<div style="text-align: right;"><!--more--><br />
<!--more--><span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></span></div>
<div><!--more--><br />
<!--more--><br />
<span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: left;"><strong><strong><span style="color: #ff9900;"><span style="color: #ff6600;">การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.<span style="color: #ff6600;">or</span></span><span style="color: #ff6600;">g</span></span></strong></strong></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: left;"><strong><strong> </strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <a style="text-decoration: none; color: #ff5500;" href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></strong></p>
<p><!--more--><!--more--></p>
<p></span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/trace_1/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตามรอย (2)</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2-2</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2-2#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Aug 2011 07:22:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=1972</guid>
		<description><![CDATA[เวลาอยู่ในป่าสิ่งที่สร้างความเร้าใจและตื่นเต้นให้ผมมากเห็นจะได้แก่ การพบรอยตีนหรือร่องรอยของสัตว์ป่านี่แหละครับ บางครั้งผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเวลาเห็นตัวจริงๆเสียอีก เพราะร่องรอยต่างๆ จะสร้างภาพให้เราคิดไปได้มากมาย บางทีเวลาเช้าๆลงจากเปล เดินออกจากแคมป์มาสัก 20-30 เมตร ผมเห็นรอยเสือโคร่งเดินผ่านไป แถมมีรอยหยุดตะกรุยดินเอาไว้ด้วย มันคงมานั่งดูและทำรอยไว้ให้ดูว่า “นี่อาณาเขตผมนะโว๊ย!” ทำนองนี้

รอยควายป่าฝูงใหญ่ที่เห็นตอนเช้า ทำให้ผมมีแรงใจว่าวันนี้พวกมันอาจเดินผ่านมาทางซุ้มบังไพรที่ผมซ่อนอยู่ แม้ว่าความเป็นจริง เฝ้ารอกันเป็นอาทิตย์ก็เห็นแต่รอยเท่านั้น

เดินในป่า ถ้ามีรอยช้างนำไปก่อน ยิ่งสบายใหญ่ เพราะเส้นทางจะไม่รก โล่ง เดินสบาย ถ้ามีรอยลูกช้างสักตัวอยู่ในฝูง เมื่อเดินมาสักพักมักเห็นรอยเสือโคร่งเข้ามาร่วมด้วย ลูกช้างเป็นเป้าหมายของมัน ผมเคยตามรอยของช้างฝูงนี้ไปทั้งวัน พอค่ำจึงหยุดตั้งแคมป์ ซึ่งแคมป์นั้นอยู่ไม่ไกลจากโป่งเล็กๆ ซึ่งอยู่ติดกับลำห้วยเท่าไหร่



 
สักสี่ทุ่ม เกิดเสียงดังลั่นแถวๆโป่ง เป็นเสียงช้างร้องสลับกับเสียงคำรามของเสือ ฟังจากเสียงผมคาดว่า คงมีเสือมากกว่าหนึ่งตัว ได้ยินเสียงอย่างนี้ห่างออกไปไม่ไกล นอนฟังอยู่บนเปล มันเป็นเหตุการณ์ที่เร้าใจจริงๆ ผมอยากลุกไปฉายไฟส่องดูเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกว่าจะเป็นการยุ่งเรื่องของผู้อื่นมากไปสักหน่อย จึงได้แต่นอนฟังเฉยๆ สักพักมีเสียงช้างวิ่งลุยเข้าไปในดงไผ่ดังโครมคราม แล้วเงียบไป

รุ่งเช้าผมเดินไปดูแถวที่เกิดเหตุเห็นรอยเลือดและรอยเสือย่ำไว้เต็มไปหมด ผมต้องยอมรับครับว่า รอยที่เห็นแล้วตื่นเต้นดี เป็นรอยเสือนี่แหละ โดยเฉพาะเป็นรอยตีนของเสือโคร่ง บางตัวใหญ่ขนาดที่คนโบราณเขาเปรียบเทียบว่าขนาดชามก๋วยเตี๋ยวก็มี แต่รอยตีนของเสือดาวจะไม่ใหญ่นัก แม้ว่าเจ้าของตัวไม่เล็กเลยก็เถอะ

ครั้งหนึ่งขณะผมกำลังเดินไปเข้าซุ้มที่ทำไว้ริมลำขาแข้งในตอนเช้ามืด ผมเห็นรอยเสือลากเหยื่อไว้เป็นทาง เหยื่อตัวค่อนข้างใหญ่ ผมคาดว่าเป็นกวาง รอยมันลากจากชายป่าลงลำห้วยเหมือนจะข้ามไปอีกฝั่ง ผมเดินข้ามน้ำที่ลึกท่วมเอวไปดูอีกฝั่ง ปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยอยู่เลยพยายามเดินย้อนไปย้อนมาหารอยรอบๆ เพราะโอกาสเช่นนี้มีไม่มากนัก เดินย้อนลงมาตามน้ำเกือบครึ่งกิโลเมตร รอยก็ไม่ปรากฏ




เช้านั้นผมจึงเดินไปเข้าซุ้มก่อน แต่ด้วยความสงสัยและอยากได้ภาพเสือมากกว่าจึงออกจากซุ้มตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด เดินย้อนกลับมากว่าหนึ่งกิโลเมตร จึงพบรอยเสือลากเหยื่อขึ้นไปอีกฝั่ง นึกภาพเห็นการทำงานของมันแล้ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เวลาอยู่ในป่าสิ่งที่สร้างความเร้าใจและตื่นเต้นให้ผมมากเห็นจะได้แก่ การพบรอยตีนหรือร่องรอยของสัตว์ป่านี่แหละครับ บางครั้งผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเวลาเห็นตัวจริงๆเสียอีก เพราะร่องรอยต่างๆ จะสร้างภาพให้เราคิดไปได้มากมาย บางทีเวลาเช้าๆลงจากเปล เดินออกจากแคมป์มาสัก 20-30 เมตร ผมเห็นรอยเสือโคร่งเดินผ่านไป แถมมีรอยหยุดตะกรุยดินเอาไว้ด้วย มันคงมานั่งดูและทำรอยไว้ให้ดูว่า <strong>“นี่อาณาเขตผมนะโว๊ย!”</strong> ทำนองนี้</p>
<div id="_mcePaste"><span id="more-1972"></span><br />
<!--more-->รอยควายป่าฝูงใหญ่ที่เห็นตอนเช้า ทำให้ผมมีแรงใจว่าวันนี้พวกมันอาจเดินผ่านมาทางซุ้มบังไพรที่ผมซ่อนอยู่ แม้ว่าความเป็นจริง เฝ้ารอกันเป็นอาทิตย์ก็เห็นแต่รอยเท่านั้น</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->เดินในป่า ถ้ามีรอยช้างนำไปก่อน ยิ่งสบายใหญ่ เพราะเส้นทางจะไม่รก โล่ง เดินสบาย ถ้ามีรอยลูกช้างสักตัวอยู่ในฝูง เมื่อเดินมาสักพักมักเห็นรอยเสือโคร่งเข้ามาร่วมด้วย ลูกช้างเป็นเป้าหมายของมัน ผมเคยตามรอยของช้างฝูงนี้ไปทั้งวัน พอค่ำจึงหยุดตั้งแคมป์ ซึ่งแคมป์นั้นอยู่ไม่ไกลจากโป่งเล็กๆ ซึ่งอยู่ติดกับลำห้วยเท่าไหร่</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more--><span style="color: #0000ee; -webkit-text-decorations-in-effect: underline;"><img class="size-full wp-image-1988 alignleft" style="border-style: initial; border-color: initial;" title="DSC_6758_1" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/08/DSC_6758_1.jpg" alt="" width="250" height="377" /></span></div>
<div><span style="color: #0000ee;"><br />
</span> <!--more--><br />
<!--more-->สักสี่ทุ่ม เกิดเสียงดังลั่นแถวๆโป่ง เป็นเสียงช้างร้องสลับกับเสียงคำรามของเสือ ฟังจากเสียงผมคาดว่า คงมีเสือมากกว่าหนึ่งตัว ได้ยินเสียงอย่างนี้ห่างออกไปไม่ไกล นอนฟังอยู่บนเปล มันเป็นเหตุการณ์ที่เร้าใจจริงๆ ผมอยากลุกไปฉายไฟส่องดูเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกว่าจะเป็นการยุ่งเรื่องของผู้อื่นมากไปสักหน่อย จึงได้แต่นอนฟังเฉยๆ สักพักมีเสียงช้างวิ่งลุยเข้าไปในดงไผ่ดังโครมคราม แล้วเงียบไป</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->รุ่งเช้าผมเดินไปดูแถวที่เกิดเหตุเห็นรอยเลือดและรอยเสือย่ำไว้เต็มไปหมด ผมต้องยอมรับครับว่า รอยที่เห็นแล้วตื่นเต้นดี เป็นรอยเสือนี่แหละ โดยเฉพาะเป็นรอยตีนของเสือโคร่ง บางตัวใหญ่ขนาดที่คนโบราณเขาเปรียบเทียบว่าขนาดชามก๋วยเตี๋ยวก็มี แต่รอยตีนของเสือดาวจะไม่ใหญ่นัก แม้ว่าเจ้าของตัวไม่เล็กเลยก็เถอะ</div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: justify;"><!--more--><br />
<!--more-->ครั้งหนึ่งขณะผมกำลังเดินไปเข้าซุ้มที่ทำไว้ริมลำขาแข้งในตอนเช้ามืด ผมเห็นรอยเสือลากเหยื่อไว้เป็นทาง เหยื่อตัวค่อนข้างใหญ่ ผมคาดว่าเป็นกวาง รอยมันลากจากชายป่าลงลำห้วยเหมือนจะข้ามไปอีกฝั่ง ผมเดินข้ามน้ำที่ลึกท่วมเอวไปดูอีกฝั่ง ปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยอยู่เลยพยายามเดินย้อนไปย้อนมาหารอยรอบๆ เพราะโอกาสเช่นนี้มีไม่มากนัก เดินย้อนลงมาตามน้ำเกือบครึ่งกิโลเมตร รอยก็ไม่ปรากฏ</div>
<div><!--more--><br />
<!--more--></div>
<div id="_mcePaste"><img class="alignright size-full wp-image-1977" title="DSC_5971_1" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/08/DSC_5971_1.jpg" alt="" width="266" height="400" /></div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->เช้านั้นผมจึงเดินไปเข้าซุ้มก่อน แต่ด้วยความสงสัยและอยากได้ภาพเสือมากกว่าจึงออกจากซุ้มตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด เดินย้อนกลับมากว่าหนึ่งกิโลเมตร จึงพบรอยเสือลากเหยื่อขึ้นไปอีกฝั่ง นึกภาพเห็นการทำงานของมันแล้ว ผมนับถือจริงๆ</div>
<div id="_mcePaste">มันคาบเหยื่อตัวใหญ่ขนาดนั้นลากและว่ายน้ำไปเป็นระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตรจึงขึ้นฝั่ง ทั้งนี้เพื่อไม่อยากให้สัตว์กินเนื้อตัวอื่นๆหรือพวกหมาในตามมาได้ง่ายๆ นั่นเอง</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->ผมตามรอยนั้นไป จากลำห้วยมันเอาซากกวางตัวเบ้อเริ่มซ่อนไว้ในพงอ้อ ตอนผมไปถึงซากกวางเหลือแต่กระดูกและหน้าแล้ว คงเพราะว่าตอนกลางวันเสือหลบไป หมาในฝูงใหญ่ที่ตามมาพบช่วยกันจัดการซะเหลือแต่กระดูก เลยรู้ว่าหมาในฉลาดกว่าผมเยอะ ขณะผมยังงงๆ ว่าเสือพาซากไปทางไหน พวกหมาในตามมาฟัดเรียบแล้ว เราเห็นร่องรอยแม้ไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ร่องรอยต่างๆก็ทิ้งไว้ให้เราคาดเดาได้</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->แต่วันรุ่งขึ้น ตอนเช้าผมเดินมาบนเส้นทางเดิมก็เห็นเจ้าของผลงาน คราวนี้มันกำลังเดินข้ามน้ำอยู่ พอหันมาเห็นว่าผมกำลังถ่ายรูปมันอยู่ คำรามทักทายเสียหน่อย ก่อนเดินหายเข้าป่าไป ผมมาทำซุ้มเฝ้าบนตลิ่งแถวนั้นอีกเกือบอาทิตย์หวังว่าเจ้าถิ่นมันจะข้ามไปข้ามมาอีก ก็ไร้ผล</div>
<div id="_mcePaste" style="text-align: center;"><!--more--><br />
<!--more--><em>เข้าป่าเที่ยวหน้า อย่ามัวแต่ชมนกชมไม้จนเพลินนะครับ ลองสังเกตตามพื้นบ้าง ไม่ต้องเห็นตัวสัตว์ป่าเห็นแต่รอยตีนก็ยังดี</em></div>
<div style="text-align: right;"><!--more--><br />
<!--more--><span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></span></div>
<div><span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"><strong><!--more--><br />
</strong></span><span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: left;"><strong><strong><span style="color: #ff9900;"><span style="color: #ff6600;">การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.<span style="color: #ff6600;">or</span></span><span style="color: #ff6600;">g</span></span></strong></strong></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: left;"><strong><strong> </strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <a style="text-decoration: none; color: #ff5500;" href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></strong></p>
<p><span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"><strong><!--more--><br />
</strong></span></p>
<p></span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2-2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ควายป่า</title>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/wild_water_buffalo</link>
		<comments>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/wild_water_buffalo#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 29 Aug 2011 06:49:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[บทความแนะนำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.thaiwildlife.org/main/?p=1935</guid>
		<description><![CDATA[จากวันที่ผมเริ่มถ่ายภาพสัตว์ป่า ผมใช้เวลาถึงสิบปี เพื่อจะได้บันทึกภาพของฝูงควายป่าซึ่งเชื่อกันว่าเป็นควายป่าฝูงสุดท้าย ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ข้อจำกัดของการตามหาควายป่านั้นมีมาก ความที่พวกมันมีเหลืออยู่เพียงจำนวนน้อย ทำให้ชีวิตต้องมีความ “พิเศษ” กว่าสัตว์อื่นๆอยู่บ้าง อันหมายความว่าประสาทในการสัมผัสกลิ่นอายของอันตรายต้องดีเลิศ

ผมพบว่าการใช้วิชา “พราน” ติดตามรอยนั้น ทำให้เข้าใกล้ควายป่าได้บ้าง แต่ภาพที่ได้คือ บั้นท้ายไหวๆ เท่านั้น ทำซุ้มเฝ้ารอตามโค้งหาดลำห้วย ดูเหมือนเป็นการเฝ้ารอที่ต้องใช้ “กำลังใจ” มากกว่าปกติ

เรื่องช่วงเวลาที่จะเฝ้าตามหาควายป่าก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเป็นในฤดูฝน อาหาร หรือ “ปลัก” โคลนที่ควายป่ามักนอนคลุกเล่นมีกระจายไปทั่วป่า จึงเป็นเรื่องยากที่จะติดตามหาช่วงฤดูแล้งดูว่าจะทำให้งานง่ายขึ้น เพราะแหล่งน้ำเหลืออยู่เฉพาะในลำห้วยเท่านั้น โอกาสมีมากขึ้นอีกนั่นแหละ ในฤดูแล้งของทุกปี ผมพบเพียงรอยตีนและรอยกัดกินหญ้าไว้ให้ดู



ผมมีโอกาสบันทึกภาพควายป่าโทนตัวหนึ่งไว้ได้ โดยวิธีการที่ผมคิดว่า “ง่าย” ที่สุดในการถ่ายภาพสัตว์ป่า คือ ใช้เฮลิคอปเตอร์ค้นหา ควายโทนตัวนั้นไม่ตื่น ฮ. แถมทำท่าทางเหมือนพร้อมจะสู้เสียด้วย ท่าทางของมันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าจากพรานรุ่นเก่าๆ ว่า ควายป่านี่แหละ คือ อันตรายสุดยอดของบรรดาพรานต่างๆ พวกมันพร้อมจะสู้เสมอเมื่อจวนตัว ประกอบกับร่างกายใหญ่โต บึกบึนอย่างนี้ คงไม่มีใคร “ล้ม” ได้ง่ายๆ

ฤดูแล้งของปีนี้ ผมตั้งใจเก็บภาพของฝูงควายป่าสักชุด โดยประสบการณ์ทำให้พอรู้ว่า ในช่วงเวลาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมต่อต้นเดือนเมษายนนั้นเป็นเวลาที่แล้งและร้อนที่สุดของป่า ก่อนฝนแรกจะโปรย ยามต้นเดือนเมษายนเกือบตลอดลำห้วย ซึ่งมีเพียงน้ำไหลรินๆ จะเป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า แน่นอนเมื่อสัตว์กินพืชมารวมกันมากๆ เหล่า “นักล่า” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จากวันที่ผมเริ่มถ่ายภาพสัตว์ป่า ผมใช้เวลาถึงสิบปี เพื่อจะได้บันทึกภาพของฝูงควายป่าซึ่งเชื่อกันว่าเป็นควายป่าฝูงสุดท้าย ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ข้อจำกัดของการตามหาควายป่านั้นมีมาก ความที่พวกมันมีเหลืออยู่เพียงจำนวนน้อย ทำให้ชีวิตต้องมีความ <strong>“พิเศษ” </strong>กว่าสัตว์อื่นๆอยู่บ้าง อันหมายความว่าประสาทในการสัมผัสกลิ่นอายของอันตรายต้องดีเลิศ</p>
<div id="_mcePaste"><span id="more-1935"></span><br />
<!--more-->ผมพบว่าการใช้วิชา <strong>“พราน”</strong> ติดตามรอยนั้น ทำให้เข้าใกล้ควายป่าได้บ้าง แต่ภาพที่ได้คือ บั้นท้ายไหวๆ เท่านั้น ทำซุ้มเฝ้ารอตามโค้งหาดลำห้วย ดูเหมือนเป็นการเฝ้ารอที่ต้องใช้ <strong>“กำลังใจ” </strong>มากกว่าปกติ</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->เรื่องช่วงเวลาที่จะเฝ้าตามหาควายป่าก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเป็นในฤดูฝน อาหาร หรือ <strong>“ปลัก” </strong>โคลนที่ควายป่ามักนอนคลุกเล่นมีกระจายไปทั่วป่า จึงเป็นเรื่องยากที่จะติดตามหาช่วงฤดูแล้งดูว่าจะทำให้งานง่ายขึ้น เพราะแหล่งน้ำเหลืออยู่เฉพาะในลำห้วยเท่านั้น โอกาสมีมากขึ้นอีกนั่นแหละ ในฤดูแล้งของทุกปี ผมพบเพียงรอยตีนและรอยกัดกินหญ้าไว้ให้ดู</div>
<div><!--more--><br />
<!--more--><img class="alignright size-full wp-image-1942" title="DSC_35761_1" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/08/DSC_35761_1.jpg" alt="" width="400" height="266" /><br />
<!--more--><br />
<!--more-->ผมมีโอกาสบันทึกภาพควายป่าโทนตัวหนึ่งไว้ได้ โดยวิธีการที่ผมคิดว่า <strong>“ง่าย”</strong> ที่สุดในการถ่ายภาพสัตว์ป่า คือ ใช้เฮลิคอปเตอร์ค้นหา ควายโทนตัวนั้นไม่ตื่น ฮ. แถมทำท่าทางเหมือนพร้อมจะสู้เสียด้วย ท่าทางของมันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าจากพรานรุ่นเก่าๆ ว่า ควายป่านี่แหละ คือ อันตรายสุดยอดของบรรดาพรานต่างๆ พวกมันพร้อมจะสู้เสมอเมื่อจวนตัว ประกอบกับร่างกายใหญ่โต บึกบึนอย่างนี้ คงไม่มีใคร<strong> “ล้ม”</strong> ได้ง่ายๆ</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->ฤดูแล้งของปีนี้ ผมตั้งใจเก็บภาพของฝูงควายป่าสักชุด โดยประสบการณ์ทำให้พอรู้ว่า ในช่วงเวลาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมต่อต้นเดือนเมษายนนั้นเป็นเวลาที่แล้งและร้อนที่สุดของป่า ก่อนฝนแรกจะโปรย ยามต้นเดือนเมษายนเกือบตลอดลำห้วย ซึ่งมีเพียงน้ำไหลรินๆ จะเป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า แน่นอนเมื่อสัตว์กินพืชมารวมกันมากๆ เหล่า<strong> “นักล่า”</strong> ย่อมตามมา</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->ในเที่ยวนี้ ผมปักหลักอยู่ริมลำห้วยกว่ายี่สิบวันอยู่ในซุ้มบังไพรที่แอบไว้ริมตลิ่งสูง เป็นจุดที่ผมคาดหวังว่าน่าจะเหมาะสมสำหรับควายป่า เพราะมีทั้งหญ้าเขียวๆ ริมห้วยและแอ่งน้ำลึกๆ ผมพบรอยตีนของฝูงควายป่าและรอยกัดกินหญ้าเอาไว้ รอยไม่ใหม่นัก แม้ยังไม่รู้จักพวกมันอย่างถ่องแท้ แต่ผมเชื่อว่านิสัยของควายป่าไม่น่าแตกต่างไปจากสัตว์กินพืชชนิดอื่นๆ คือหากินค่อนข้างเป็นวงรอบ เคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ และกลับมาที่เดิมเมื่อหญ้าโตอีกครั้ง</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->ผมหวังเอาไว้ว่า ภายในสองอาทิตย์ ควายป่าฝูงนี้จะกลับมาจุดที่ทำซุ้มบังไพร นับว่าเป็นชัยภูมิอันเหมาะสม คืออยู่บนตลิ่งสูงจากลำห้วย ซึ่งช่วยเรื่องกลิ่นตัว ไม่ให้สัตว์ป่าสัมผัสได้ง่ายนัก แต่ปัญหาคือ มันเป็นชัยภูมิค่อนข้างโล่ง ไม่มีร่มไม้ ดังนั้นเวลาตั้งแต่เก้าโมงเช้า พอดวงอาทิตย์พ้นสันเขาด้านตะวันออก ซุ้มบังไพรก็เปลี่ยนสภาพเป็นเตาอบดีๆ นี่เอง</div>
<div><!--more--><br />
<!--more--></div>
<div><img class="aligncenter size-full wp-image-1941" title="DSC_35631_1" src="http://www.thaiwildlife.org/main/wp-content/uploads/2011/08/DSC_35631_1.jpg" alt="" width="400" height="266" /><!--more--><br />
<!--more-->ผมเปิดช่องซุ้มเฉพาะหน้าเลนส์ ช่องอื่นๆ ปิดไว้ เพราะหากลมพัด กลิ่นของผมจะลอยไปน้อยลง สภาพของผมจึงไม่ต่างจากเข้าไปนั่งอยู่ในตู้อบเซาน่า ขาตั้งกล้องร้อนจัดจนแทบแตะไม่ได้ น้ำในกระติกร้อนขนาดใช้ชงกาแฟได้เลย ในอาทิตย์แรก ผมได้รูปเก้ง กวางที่ออกมาเล่นน้ำ เล่นโคลนหลายตัว กวางจะมานอนแช่น้ำและกลิ้งไปมาบนปลักโคลน นกยูงตัวผู้ ซึ่งในเดือนนี้ทิ้งหางยาวสวยๆ แล้ว ทุกตัวคุ้นเคยซุ้มบังไพร แม้ว่าวันแรกๆ จะระแวงกับซุ้มอยู่บ้าง แต่พอหลายวันเข้าก็เคยชิน นกจาบคาหัวสีส้มเลี้ยงลูกอยู่ในรูฝั่งตรงข้าม</div>
<div style="text-align: center;"><!--more--><br />
<!--more--><em>ทุกชีวิตดำเนินไปตามปกติ อันจะเป็นสิ่งที่ควายป่าไม่ระแวงเมื่อมันพากันกลับม</em>า</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->อาทิตย์แรกผ่านพ้นไปโดยไร้วี่แววของควายป่า พวกมันโผล่มาในโค้งของลำห้วยในวันที่สามของอาทิตย์ที่สอง ควายป่าฝูงนี้มี 18 ตัว มีลูกเล็กๆ ซึ่งยังเป็นสีขาวขุ่นอยู่สองตัว วันแรกพวกมันออกมาจากชายป่าเวลาสัก 4 โมงเย็น วันที่สองมาเที่ยงๆ วันที่สามอยู่หน้าซุ้มบังไพรตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหนึ่งทุ่ม ผมใช้ฟิล์มกับควายป่าไปกว่าสิบม้วน โดยเลนส์ทุกขนาดที่มีควายป่ามักหากินกลางคืน กลางวันมันนอนแช่น้ำ เคี้ยวเอื้องเกือบตลอดวัน</div>
<div><!--more--><br />
<!--more-->ในวันที่สาม ฝูงควายป่าที่กำลังนอนพักผ่อนต่างลุกพรวดพราด ตัวเมียตัวใหญ่เอาลูกเล็กๆ เข้ามายืนข้างๆ ส่วนที่เหลือยืนเข้าแถวเป็นกำแพงกันตัวเล็กๆ ไว้อีกชั้น ควายไม่ได้ <strong>“ตื่น” </strong>ผม แต่มันเตรียมสู้กับเสือโคร่งขนาดใหญ่ ตัวหนึ่งที่ออกมายืนจ้องอยู่ใกล้ๆ ผมถือว่าเป็นโชคดีที่ได้อยู่ในเหตุการณ์ และได้ภาพชุดนี้เอาไว้</div>
<div id="_mcePaste"><!--more--><br />
<!--more-->ผมกลับบ้านพร้อมกับน้ำหนักหายไป 3 กิโล เกือบ 3 วันที่มีโอกาสอยู่ใกล้ชิดกับฝูงควายป่า ไม่เพียงทำให้ผมรู้จักควายป่าดีมากขึ้น แต่เมื่อช่องมองภาพปรากฏทั้งร่างของควายป่าและเสือโคร่งพร้อมๆ กัน มันทำให้รู้ว่า เมื่อใดที่เรา<strong> “จริงจัง” “ของจริง”</strong> ย่อมปรากฏให้เห็น</div>
<div style="text-align: right;"><!--more--><br />
<!--more--><br />
<span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"><strong>เรื่องและภาพโดย ปริญญากร  วรวรรณ</strong></span><!--more--><br />
<!--more--><span style="color: #727272; font-family: Tahoma, Georgia, 'Lucida Grand'; line-height: 18px;"></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: left;"><strong><strong><span style="color: #ff9900;"><span style="color: #ff6600;">การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.<span style="color: #ff6600;">or</span></span><span style="color: #ff6600;">g</span></span></strong></strong></p>
<p style="font-size: 13px; text-align: left;"><strong><strong> </strong>หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ <a style="text-decoration: none; color: #ff5500;" href="http://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/3.0/th/legalcode" target="_blank">Creative Commons</a></strong></p>
<p><!--more--></p>
<p></span></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/wild_water_buffalo/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>3</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

