<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><!-- generator="WordPress/2.9.1" -->
<rss version="0.92">
<channel>
	<title>ThaiWildlife.org</title>
	<link>http://www.thaiwildlife.org/main</link>
	<description>Wildlife Conservation Network in Thailand, Thailand wildlife, wildlife, wildlife in Thailand</description>
	<lastBuildDate>Mon, 06 Feb 2012 03:50:38 +0000</lastBuildDate>
	<docs>http://backend.userland.com/rss092</docs>
	<language>en</language>
	
	<item>
		<title>Go to (โถ…กู)</title>
		<description><![CDATA[ในวันที่เทคโนโลยีก้าวหน้า การทำงานในป่าของบรรดานักวิจัยหรือเจ้าหน้าที่ป่าไม้สะดวกขึ้น เราสามารถเข้าไปทำงานในพื้นที่ป่าที่ไม่เคยไปมาก่อนได้ เราใช้เครื่องมือที่เรียกว่า GPS (Global Position System) หรือ เครื่องมือบอกพิกัดภูมิศาสตร์ ในการนำทาง ประกอบกับแผนที่ ขอเพียงมีพิกัดตำแหน่งที่เราจะไป เมื่อป้อนเข้าเครื่องจีพีเอส แล้วเลือกให้มันนำทางไปยังจุดหมายนั้น เจ้าเครื่องมือหน้าตาคล้ายโทรศัพท์หนาๆ จะบอกระยะห่างจากจุดที่เรายืนอยู่จนถึงเป้าหมาย ว่าเป็นระยะทางเท่าใด ด้วยระบบดาวเทียมที่โคจรอยู่บนฟ้าคอยระบุตำแหน่งมาบนหน้าจอจีพีเอส ความแม่นยำของมันถึงพิกัดที่เรายืนอยู่
การนำทางมีความคลาดเคลื่อนน้อย พูดง่ายๆ คือเรามั่นใจในตัวมันได้ และยังมีลูกศรเข็มทิศในอีกหน้าเมนู ที่บอกเราว่า ต้องมุ่งไปทางไหน แน่นอนว่า หากเราไม่ยอมเชื่อมัน หรือเดินไปคนละทางห่างจากตำแหน่งเป้าหมาย มันจะฟ้องด้วยระยะห่างจากจุดเป้าหมาย พร้อมตัวเลขระยะห่างจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในคำสั่งของเครื่องจีพีเอส เราต้องเลือกไปที่คำว่า “Go to” ให้มันนำทาง ไปยังพิกัดเป้าหมายที่เราจะไป “คงต้องลงดิ่งจากสันเขานี้ไปหาห้วยข้างล่างแหล่ะครับ เพราะดูจากแผนที่ จุดตั้งกล้องอยู่ข้างล่าง” พี่บะ เจ้าหน้าที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เงยหน้าอาบเหงื่อ หลังจากตรวจสอบตำแหน่งตั้งกล้องดักถ่ายภาพจากแผนที่ “เพราะถ้าเดินตามด่านนี้ไป เราจะยิ่งออกห่างจากจุดไปเรื่อยๆ” พี่บะบอกกับเรา ผม ป๋าชัยและน้าสุทัศน์ พยักหน้าอย่างเห็นด้วย เราจำต้องตัดใจจากด่านสัตว์เตียนๆ เดินสบายบนสันเขานี้ เพราะมันจะพาเราอ้อมออกจากจุดหมาย แล้วไต่ลงเนินเขาชันๆ สู่ร่องห้วยด้านล่าง





“ถึงเวลาตัดตรง Go to [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/go_to</link>
			</item>
	<item>
		<title>“เฝ้าซาก (3)”</title>
		<description><![CDATA[ในขณะที่หมาในเกือบ 20 ตัว เข้ารุมทึ้งซากเน่าๆ ของควายป่า มีหมาในสองตัวทำหน้าที่เป็นยาม ทั้งสองตัวนอนมอบอยู่คนละทิศ ตาสอดส่ายหันหน้ามองไปรอบๆ กลิ่นเน่าซึ่งเหลืออยู่จางๆ หายไป นั่นหมายถึงว่า ผมกลับเป็นผู้เหนือลม “ยาม” รู้ถึงความผิดปกติ ทั้งสองตัวลุกขึ้นเขม้นมองมาทางซุ้มบังไพร กลิ่นแปลกปลอมทำให้หมาในผู้เป็นยามทั้งสองสงสัย ตัวหนึ่งเดินช้าๆ ข้ามน้ำมุ่งตรงมาทางซุ้ม หมาในอีกตัวตามมาติดๆ ผมถ่ายภาพขณะหมาในตัวนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งเทเลโฟโตขนาด 400 มิลลิเมตรปรับระยะชัดไม่ได้

หมาในตัวอยู่ใกล้ซุ้มบังไพรส่งเสียงคล้ายเสียงเห่า เป็นเสียงที่ทำให้สมาชิกในฝูงซึ่งกำลังรุมทึ้งซากอย่างเพลิดเพลินหยุด และหันมอง ตอนนี้หมาในทั้งฝูงรู้แล้วว่า บริเวณนั้นมีสิ่งผิดปกติ ถ้าเป็นสัตว์อื่น โดยประสบการณ์ทำให้ผมรู้ว่า พวกมันทั้งฝูงจะแตกฮือไปอย่างรวดเร็ว

เสือดำกระโจนหนีทันทีที่หันมาพบ

เสือโคร่งคำรามขู่ แต่ก็เดินหนีอย่างรวดเร็ว ขณะผมกำลังถ่ายรูป

เสือดาว แม้จะหวงเหยื่อสักเพียงไร แต่ก็ไม่แสดงท่าทีคุกคาม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์กินพืช เช่น กระทิงหรือวัวแดง ทั้งฝูงจะล่าถอยอย่างรวดเร็ว เพียงเมื่อได้กลิ่นของ “ผู้ล่า” หรือ คน



หมาในไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งฝูงเดินตรงเข้ามาทางซุ้มบังไพร ตัวอยู่ใกล้เงยหน้าสูดกลิ่น ก้มหัวทำอาการสงสัย ขยับตัวเดินหน้า-ถอยหลัง หมาในส่วนใหญ่อยู่ในลำห้วย ขณะมีบางส่วนเดินขึ้นตลิ่งอ้อมมาทางด้านหลังต้นมะเดื่อ ผมขยับตัว แม้กิริยาของหมาในจะแสดงอาการสงสัยมากกว่าคุกคาม แต่สถานการณ์ที่ดูคล้ายกับว่ากำลังถูกล้อมด้วยหมาในฝูงนี้ ทำให้ผมเริ่มมองหาลู่ทางหลบหนี หากมีการเข้าโจมตี

หมาในเป็น “นักล่า” ที่นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_3</link>
			</item>
	<item>
		<title>“เฝ้าซาก (2)”</title>
		<description><![CDATA[เวลาของการเฝ้าซากควายป่าผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ หากพูดถึงในแง่ของการทำงาน มันคือสัปดาห์แห่งความว่างเปล่า ในช่วงกลางวัน นอกจากนกกระแตหาด นกจาบคาหัวสีส้มและนกขุนแผน 2-3 ตัวแล้ว บริเวณนั้นแทบจะเรียกได้ว่า ไร้สิ่งมีชีวิต ไม่มีสัตว์ป่าชนิดอื่นๆผ่านมา ไม่มีแม้แต่นกยูงซึ่งเป็นเจ้าของหาดทรายฝั่งตรงข้าม บนหาดทรายมีเพียงร่องรอยรำแพนไว้บนผืนทรายเท่านั้น﻿

ผมเข้าใจสถานการณ์นี้ดี ศักดิ์ศรีของเจ้าของซากนั้นมีมากเกินกว่าใครจะกล้าวอแว เวลาผ่านไปนับวันบรรยากาศในซุ้มยิ่งทวีความอึดอัด อากาศร้อนอบอ้าว รวมกับกลิ่นเน่าเหม็นของซาก ทำให้บางครั้งผมมีความรู้สึกว่า เวลาแต่ละนาทีมันช่างเคลื่อนไปช้าเหลือเกิน แต่อย่างน้อยกลิ่นเน่าเหม็นของซากที่ได้กลิ่นตลอด ก็ทำให้ผมเบาใจเพราะได้อยู่ใต้ลม

นกกระแตหาด 3-4 ตัวเดินหากินอยู่ใกล้ๆ พวกเขาช่วยให้ผมไม่ต้องมองออกไปข้างนอกตลอดเวลา เพราะหากได้ยินเสียงนกกระแตหาด ส่งเสียงและบินขึ้น นั่นหมายถึงอาจมี “อะไร” เข้ามาใกล้ ในบรรยากาศ “ยาม” ประจำป่าต่างๆนี้ ผมยอมรับว่านกกระแตหาดเป็นตัวหนึ่งที่ปฎิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด รวมทั้งมีประสาทสัมผัสอันดีเยี่ยม

แต่ดูเหมือนว่า ในช่วงต้นฤดูแล้งเช่นนี้ นกกระแตหาดไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ โดยเฉพาะตัวผู้ เอาแต่วนเวียนอยู่ใกล้ๆ ตัวเมีย บางครั้งเดินทำตัวเอียงๆ ทำขนบนหัวตั้งๆ แสดงอาการ “จีบ” ตัวเมียทั้งวัน

นกจาบคาหัวสีส้มก็เช่นกัน นานๆ จึงจะเห็นออกไปโฉบผีเสื้อมาสักครั้ง เวลาที่เหลือจะเกาะอยู่บนกิ่งไม้ ทั้งสองตัวเกาะชิดกัน พอเผลอๆ ตัวผู้จะขึ้นขี่หลังตัวเมียเสมอ

สำหรับสัตว์ป่า ฤดูแล้งคงเรียกได้ว่าเป็นฤดูแห่งความรัก นกเริ่มจับคู่เตรียมสร้างรัง สัตว์ป่าตัวผู้อยู่ในช่วงเวลานี้มักผลัดขนใหม่แล้วสีสันสดใส ตัวผู้ที่ออกไปเที่ยวเล่นอย่างอิสระทั้งปี เริ่มกลับเข้ามาเมียงๆ [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe_2</link>
			</item>
	<item>
		<title>“เฝ้าซาก (1)”</title>
		<description><![CDATA[ในความรู้สึกของผม การถ่ายรูปสัตว์ป่าโดยวิธีการ “เฝ้าโป่ง” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การถ่ายด้วยการ “เฝ้าซาก” นี้ ดูจะยากกว่าหลายเท่า โดยเฉพาะเมื่อเป็นซาก ซึ่งถูกฆ่าโดย “เสือ” พระธุดงค์แวะมาที่หน่วยพิทักษ์ป่า บอกว่า ห่างจากหน่วยไปสักสิบกิโลเมตร ในลำห้วยมีควายป่าถูกเสือฆ่าไว้

ผมตามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไปดู พบว่าเป็นซากอยู่ในสภาพอันเหมาะสม สำหรับเฝ้าถ่ายรูปมาก ควายป่าล้มนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตก กลางลำห้วยโล่งๆ ฝากฝั่งลำห้วยด้านทิศตะวันออกเป็นหน้าผาชัน บริเวณหาดทรายมีร่องรอยของการต่อสู้ มีรอยเลือด และรอยลากซากนั่นมาไว้ในน้ำ

ซากควายป่ายังใหม่ เนื้อบริเวณท้องเท่านั้นที่ถูกกัดกินไป วงเขาของควายป่าตัวนั้นไม่กว้างนัก คาดว่าคงเป็นควายที่โตยังไม่เต็มที่ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ติดตั้งอุปกรณ์ถ่ายรูปอัตโนมัติ หรือ “คามาร่า แทร็ป” โดยกล้องจะถูกสั่งให้ทำงานโดยลำแสงอินฟาเรด เมื่อมีสัตว์เดินผ่าน

ผมมองหาทำเลทำซุ้มบังไพร ด้านตะวันออกนั้นไม่มีหนทางเพราะเป็นหน้าผาชัน ส่วนทิศตะวันตกมีทางด่าน ซึ่งผมคาดว่า เสือน่าจะใช้เส้นทางนี้เดินเข้าออก ถัดจากทางด่านไปราวสิบเมตร มีต้นมะเดื่อต้นใหญ่ โคนต้นเป็นดงหญ้ารกๆ เป็นบริเวณที่อยู่บนฝั่งห้วยระดับสูงกว่าพื้นน้ำราวๆ 3 เมตร มันคือทำเลที่ดี เพราะอยู่สูงกว่า จะทำให้ “กลิ่น” ไม่เป็นที่สังเกตของสัตว์ป่าได้ง่ายๆ แต่ปัญหาก็คือ อยู่ใกล้ทางด่านมากเกินไป หากเสือมามันอาจได้กลิ่นผมเสียก่อน ถ้าผมใช้จุดนี้ทำซุ้มบังไพร คงต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขยับตัว หรือระมัดระวังเรื่องเสียง

ผมตกลงใจใช้จุดนี้ ขณะในใจกรู้ว่า [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/carcase_observe</link>
			</item>
	<item>
		<title>กลุ่มนกเค้า (Owls) ที่อพยพเข้ามาในไทย (1)</title>
		<description><![CDATA[ช่วงฤดูอพยพของบรรดานกนักเดินทางเริ่มต้นแล้ว ทัพหน้าอย่าง นกเด้าลมหลังเทา (Grey wagtail) เริ่มพบได้ตามถนนในป่า หรือไม่ก็ตามโขดหินแถวน้ำตกหรือแม่น้ำ คอยทำหางกระดกขึ้นลง กระดกบ่อยๆ จนคล้ายมันเดินส่ายก้นไปตลอด (เฮ้ย!ยั่วนี่หว่า) เดินหาจับแมลงกินเป็นอาหาร

ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม บรรดานกอพยพทั้งหลาย จะทยอยเดินทางมาถึงเมืองไทย บางตัวแค่อาศัยเมืองไทยเป็นทางผ่าน แวะเติมพลัง หาอาหาร แล้วเดินทางต่อไปอาศัยยังคาบสมุทรมลายู เช่น อินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ บางชนิดอาจเลยไปไกลถึงออสเตรเลีย บางตัวมาแล้ว ก็รักเดียวใจเดียว อยู่เมืองไทยยาวๆ จนกว่าจะได้เวลาเดินทางกลับบ้านอีกครั้ง

รอให้ถึงช่วงลมหนาวมาเยือน (ปีนี้ จะมีไหม? เพราะฤดูร้อนยังหายไป!) เราคงได้ต้อนรับเหล่านกอพยพอีกเพียบ แต่วันนี้ ขอพูดถึง เฉพาะกลุ่มนกเค้า (Owls) ที่อพยพ ในเมืองไทย พบนกเค้าที่อพยพเข้ามา จำนวน 3 ชนิดด้วยกัน คือ นกเค้าหูยาวเล็ก (Oriental scops Owl), นกเค้าแมวหูสั้น (Short-eared Owl) และนกเค้าเหยี่ยว (Brown hawk Owl)


ภาพที่ 1 นกเค้าหูยาวเล็ก (Otus sunia [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/youth_conservation/immigrant_owls_in_thailand_1</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตามรอย (1)</title>
		<description><![CDATA[ในงานถ่ายภาพสัตว์ป่า ผมยอมรับว่าการเฝ้าถ่ายในซุ้มบังไพรเป็นวิธีที่ดีที่สุด แต่บางครั้งก็หนีไม่พ้นที่ต้องเข้าไปหาสัตว์ป่าด้วย วิธีตามรอย แม้จะรู้ว่าการถ่ายภาพสัตว์ป่าด้วยวิธีนี้ ไม่ได้ผลนัก ปัญหาหลักๆ ก็คือสัตว์มักแอบเข้าไปอยู่ที่รกๆ มืดๆ สภาพแสงน้อย ถ่ายรูปลำบาก

การตามรอยดูเหมือนจะเป็นการช่วยฝึกทักษะและรู้จักนิสัยของสัตว์ป่าเพิ่มขึ้นมากกว่า ข้อสำคัญต้องทำอย่างไร สัตว์ที่เราตามจึงจะไม่รู้ตัว เพราะมันจะเกิดความเครียด หวาดระแวง ผมคิดว่าแขกซึ่งไปเยี่ยมเยือน ไม่มีสิทธิ์รบกวนเจ้าของบ้านเช่นนั้นนะครับ



สัตว์ป่าเกือบทุกชนิดใช้การดมกลิ่นเพื่อป้องกันศัตรู หลักของการตามรอยจึงมีอยู่ง่ายๆ ว่าต้องพยายามอยู่ใต้ลมเสมอ ฟังดูเหมือนง่ายนะครับ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ง่ายนักหรอก เพราะด่านของสัตว์ป่าไม่ได้เป็นถนนซึ่งทำไว้ตรงๆ แต่วกวนไปมา ขึ้นเขาลงห้วย โอกาสที่เราจะอยู่ได้ทั้งเหนือลมและใต้ลมมีอยู่มาก


มีหลายวิธีที่ใช้ตรวจสอบว่าเราอยู่เหนือลมหรือใต้ลม ไม่ว่าเป็นการหยิบผงดินขึ้นมาโปรย สังเกตใบไม้ ส่วนตัวผมถนัดที่ใช้การจุดไฟแช็กดูเปลวไฟ ซึ่งค่อนข้างได้ผลและสะดวก พูดถึงไฟแช็กนี่ ผมว่าทุกคนควรมีติดกระเป๋าไว้นะครับ จำเป็นกว่าไฟฉายเสียอีก ไม่ว่าคุณจะสูบบุหรี่หรือไม่ก็ตามและควรมีสำรองไว้ตามเป้ด้วย เพราะหลายครั้งผมเอาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงและเดินลุยน้ำลึกๆ ไฟแช็กเสียบ่อยๆ

โดยประสบการณ์ผมพบว่าการเข้าหาฝูงช้าง ง่ายกว่าเข้าไปถ่ายฝูงกวางเสียอีก อาจเป็นเพราะว่ากวางเป็นสัตว์กินพืชซึ่งไม่มีพิษ มีภัย เขี้ยวไม่ยาว ต้องระวังตัวมาก ส่วนช้างคงถือว่าตัวใหญ่ จึงไม่ค่อยกลัวอะไร ผมเคยพบฝูงช้างที่ทุ่งหนองผักชี อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ในตอนเย็นๆ หลังจากตรวจสอบกระแสลม ผมคลานเข้าไปดูช้างใกล้ๆ ได้ ไม่คิดจะถ่ายรูปหรอกครับเพราะแสงไม่มีแล้ว ที่ปางสีดา พรานบุญพาผมเดินสองวัน ตามเข้าไปดูช้างที่ยืนอยู่ห่างไม่เกิน 5 เมตร ผมคิดจะใช้เลนส์มุมกว้างถ่ายเหมือนกันแต่ไม่กล้าเพราะเสียงชัตเตอร์คงทำให้เกิดความโกลาหลแน่ๆ

นอกจากจมูกดมกลิ่นและคงมีเสียงนี่แหละที่ใช้เป็นเครื่องบอกเหตุ สัตว์ป่าแยกออกนะครับว่าเสียงไม้หักนั้นเกิดตามธรรมชาติหรือคนทำ

ผมเคยทดสอบกับเก้งซึ่งกำลังอยู่ในโป่ง ผมซ่อนอยู่ในซุ้ม มีเสียงไม้หัก กระรอกร้อง เก้งตัวนั้นก้มกินน้ำเฉย ผมลองหักกิ่งไม้ดูบ้าง เสียงก็ไม่ได้ดังหนักหนา แต่เก้งตัวนั้นเงยหน้าขึ้นมองมาทางผมเขม็ง สัตว์ป่า เชื่อจมูกมากกว่าสายตา [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/trace_1</link>
			</item>
	<item>
		<title>ตามรอย (2)</title>
		<description><![CDATA[เวลาอยู่ในป่าสิ่งที่สร้างความเร้าใจและตื่นเต้นให้ผมมากเห็นจะได้แก่ การพบรอยตีนหรือร่องรอยของสัตว์ป่านี่แหละครับ บางครั้งผมรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเวลาเห็นตัวจริงๆเสียอีก เพราะร่องรอยต่างๆ จะสร้างภาพให้เราคิดไปได้มากมาย บางทีเวลาเช้าๆลงจากเปล เดินออกจากแคมป์มาสัก 20-30 เมตร ผมเห็นรอยเสือโคร่งเดินผ่านไป แถมมีรอยหยุดตะกรุยดินเอาไว้ด้วย มันคงมานั่งดูและทำรอยไว้ให้ดูว่า “นี่อาณาเขตผมนะโว๊ย!” ทำนองนี้

รอยควายป่าฝูงใหญ่ที่เห็นตอนเช้า ทำให้ผมมีแรงใจว่าวันนี้พวกมันอาจเดินผ่านมาทางซุ้มบังไพรที่ผมซ่อนอยู่ แม้ว่าความเป็นจริง เฝ้ารอกันเป็นอาทิตย์ก็เห็นแต่รอยเท่านั้น

เดินในป่า ถ้ามีรอยช้างนำไปก่อน ยิ่งสบายใหญ่ เพราะเส้นทางจะไม่รก โล่ง เดินสบาย ถ้ามีรอยลูกช้างสักตัวอยู่ในฝูง เมื่อเดินมาสักพักมักเห็นรอยเสือโคร่งเข้ามาร่วมด้วย ลูกช้างเป็นเป้าหมายของมัน ผมเคยตามรอยของช้างฝูงนี้ไปทั้งวัน พอค่ำจึงหยุดตั้งแคมป์ ซึ่งแคมป์นั้นอยู่ไม่ไกลจากโป่งเล็กๆ ซึ่งอยู่ติดกับลำห้วยเท่าไหร่



 
สักสี่ทุ่ม เกิดเสียงดังลั่นแถวๆโป่ง เป็นเสียงช้างร้องสลับกับเสียงคำรามของเสือ ฟังจากเสียงผมคาดว่า คงมีเสือมากกว่าหนึ่งตัว ได้ยินเสียงอย่างนี้ห่างออกไปไม่ไกล นอนฟังอยู่บนเปล มันเป็นเหตุการณ์ที่เร้าใจจริงๆ ผมอยากลุกไปฉายไฟส่องดูเหมือนกัน แต่ก็รู้สึกว่าจะเป็นการยุ่งเรื่องของผู้อื่นมากไปสักหน่อย จึงได้แต่นอนฟังเฉยๆ สักพักมีเสียงช้างวิ่งลุยเข้าไปในดงไผ่ดังโครมคราม แล้วเงียบไป

รุ่งเช้าผมเดินไปดูแถวที่เกิดเหตุเห็นรอยเลือดและรอยเสือย่ำไว้เต็มไปหมด ผมต้องยอมรับครับว่า รอยที่เห็นแล้วตื่นเต้นดี เป็นรอยเสือนี่แหละ โดยเฉพาะเป็นรอยตีนของเสือโคร่ง บางตัวใหญ่ขนาดที่คนโบราณเขาเปรียบเทียบว่าขนาดชามก๋วยเตี๋ยวก็มี แต่รอยตีนของเสือดาวจะไม่ใหญ่นัก แม้ว่าเจ้าของตัวไม่เล็กเลยก็เถอะ

ครั้งหนึ่งขณะผมกำลังเดินไปเข้าซุ้มที่ทำไว้ริมลำขาแข้งในตอนเช้ามืด ผมเห็นรอยเสือลากเหยื่อไว้เป็นทาง เหยื่อตัวค่อนข้างใหญ่ ผมคาดว่าเป็นกวาง รอยมันลากจากชายป่าลงลำห้วยเหมือนจะข้ามไปอีกฝั่ง ผมเดินข้ามน้ำที่ลึกท่วมเอวไปดูอีกฝั่ง ปรากฏว่า ไม่มีร่องรอยอยู่เลยพยายามเดินย้อนไปย้อนมาหารอยรอบๆ เพราะโอกาสเช่นนี้มีไม่มากนัก เดินย้อนลงมาตามน้ำเกือบครึ่งกิโลเมตร รอยก็ไม่ปรากฏ




เช้านั้นผมจึงเดินไปเข้าซุ้มก่อน แต่ด้วยความสงสัยและอยากได้ภาพเสือมากกว่าจึงออกจากซุ้มตั้งแต่ฟ้ายังไม่มืด เดินย้อนกลับมากว่าหนึ่งกิโลเมตร จึงพบรอยเสือลากเหยื่อขึ้นไปอีกฝั่ง นึกภาพเห็นการทำงานของมันแล้ว [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%a2-2</link>
			</item>
	<item>
		<title>ควายป่า</title>
		<description><![CDATA[จากวันที่ผมเริ่มถ่ายภาพสัตว์ป่า ผมใช้เวลาถึงสิบปี เพื่อจะได้บันทึกภาพของฝูงควายป่าซึ่งเชื่อกันว่าเป็นควายป่าฝูงสุดท้าย ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ข้อจำกัดของการตามหาควายป่านั้นมีมาก ความที่พวกมันมีเหลืออยู่เพียงจำนวนน้อย ทำให้ชีวิตต้องมีความ “พิเศษ” กว่าสัตว์อื่นๆอยู่บ้าง อันหมายความว่าประสาทในการสัมผัสกลิ่นอายของอันตรายต้องดีเลิศ

ผมพบว่าการใช้วิชา “พราน” ติดตามรอยนั้น ทำให้เข้าใกล้ควายป่าได้บ้าง แต่ภาพที่ได้คือ บั้นท้ายไหวๆ เท่านั้น ทำซุ้มเฝ้ารอตามโค้งหาดลำห้วย ดูเหมือนเป็นการเฝ้ารอที่ต้องใช้ “กำลังใจ” มากกว่าปกติ

เรื่องช่วงเวลาที่จะเฝ้าตามหาควายป่าก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเป็นในฤดูฝน อาหาร หรือ “ปลัก” โคลนที่ควายป่ามักนอนคลุกเล่นมีกระจายไปทั่วป่า จึงเป็นเรื่องยากที่จะติดตามหาช่วงฤดูแล้งดูว่าจะทำให้งานง่ายขึ้น เพราะแหล่งน้ำเหลืออยู่เฉพาะในลำห้วยเท่านั้น โอกาสมีมากขึ้นอีกนั่นแหละ ในฤดูแล้งของทุกปี ผมพบเพียงรอยตีนและรอยกัดกินหญ้าไว้ให้ดู



ผมมีโอกาสบันทึกภาพควายป่าโทนตัวหนึ่งไว้ได้ โดยวิธีการที่ผมคิดว่า “ง่าย” ที่สุดในการถ่ายภาพสัตว์ป่า คือ ใช้เฮลิคอปเตอร์ค้นหา ควายโทนตัวนั้นไม่ตื่น ฮ. แถมทำท่าทางเหมือนพร้อมจะสู้เสียด้วย ท่าทางของมันทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าจากพรานรุ่นเก่าๆ ว่า ควายป่านี่แหละ คือ อันตรายสุดยอดของบรรดาพรานต่างๆ พวกมันพร้อมจะสู้เสมอเมื่อจวนตัว ประกอบกับร่างกายใหญ่โต บึกบึนอย่างนี้ คงไม่มีใคร “ล้ม” ได้ง่ายๆ

ฤดูแล้งของปีนี้ ผมตั้งใจเก็บภาพของฝูงควายป่าสักชุด โดยประสบการณ์ทำให้พอรู้ว่า ในช่วงเวลาตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมต่อต้นเดือนเมษายนนั้นเป็นเวลาที่แล้งและร้อนที่สุดของป่า ก่อนฝนแรกจะโปรย ยามต้นเดือนเมษายนเกือบตลอดลำห้วย ซึ่งมีเพียงน้ำไหลรินๆ จะเป็นที่ชุมนุมของสัตว์ป่า แน่นอนเมื่อสัตว์กินพืชมารวมกันมากๆ เหล่า “นักล่า” [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/wild_water_buffalo</link>
			</item>
	<item>
		<title>ไฟป่า</title>
		<description><![CDATA[ต้นไม้สองฝากฝั่งบนเส้นทางเข้าสู่หน่วยพิทักษ์ป่าในป่าห้วยขาแข้งช่วงเวลานี้เหลือแต่ลำต้นดำๆ และกิ่งก้านโกร๋นๆ พื้นล่างโคนลำต้นเป็นขี้เถ้า ขอนไม้ล้ม บางขอนยังมีไฟครุกรุ่น ท้องฟ้าขมุกขมัวด้วยเปลวควัน เปลวไฟอันร้อนแรงผ่านพ้นไปแล้ว ทิ้งไว้แต่ซากเถ้าดำๆ


บนหนทางป่าระยะทาง 20 กิโลเมตร ที่เคยใช้ระยะเวลาในการขับรถเพียงไม่ถึงชั่วโมง คราวนี้ผมต้องใช้เวลาเกือบ 6 ชั่วโมง เกือบทุกหนึ่งกิโลเมตรมีต้นไม้ล้มขวางทาง ทั้งๆที่คนงานหน่วยปากทางบอกว่า เมื่อวานมีรถออกมาและเคลียร์ทางไว้บ้างแล้ว ต้นไม้ขนาดท่อนขา ผมใช้วิธีเลื่อย ต้นใหญ่กว่านั้นต้องหาทางอ้อม หากอ้อมไม่ได้ผมจำต้องข้าม เมื่อล้อหน้าข้ามพ้น ถ้าเป็นไม้ต้นใหญ่ ใต้ท้องรถมักติด ถึงตอนนั้นวินซ์และรอกจำเป็นสำหรับค่อยๆดึง ค่อยๆลากให้รถผ่านมาเลื่อย วินซ์ และรอก ดูจะเป็นอุปกรณ์จำป็นสำหรับติดรถในการเดินทางไปทำงานของผมไม่น้อยไปกว่ากล้องและเลนซ์


แต่ในการเดินทางลำพังบางครั้งขนาดของต้นไม้ที่ล้มขวางทางอยู่ ก็ทำให้ท้อถอยไม่น้อย แม้จะถือเลื่อยไว้ในมือก็เถอะ


ต้นไม้ดำๆข้างทางทำให้รู้ว่า คงมีนกจำนวนมากต้องเร่งสร้างรังและวางไข่ชุดใหม่ สำหรับนก พวกมันจะไม่เสียเวลาร้องฟูมฟาย เมื่อต้องสูญเสียรังหรือลูก สิ่งที่พวกมันทำคือเร่งสร้างรังและวางไข่ชุดใหม่ ข้างทางบางช่วงมีร่องรอยของฝูงวัวแดงเดินย่ำและนอนบนกองขี้เถ้า นกหัวขวานใหญ่สีดำบินโผจากต้นไม้ต้นนี้ไปต้นโน้น เปลือกหนาๆ ของต้นเต็ง ต้นรัง ไม่เพียงช่วยป้องกันไม่ให้ไฟทำอันตรายลำต้นได้แล้ว แมลงต่างๆ ยังอาศัยเป็นที่หลบภัยได้ แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะช่วยให้นกหัวขวานต่างๆ ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วย รวมทั้งบรรดานกแซงแซวที่งานหนักขึ้น ต้องคอยโฉบจับแมลงที่บินหนีความร้อนขึ้นจากพื้น




ในลำห้วยยังมีสายน้ำไหลและกลายเป็นที่หลบภัยชั่วคราวของสัตว์ป่าต่างๆ ร่องรอยของช้าง ควายป่า และกวาง ย่ำทับกันอย่างสับสนอยู่บนพื้นทราย ช่วงเวลานี้นกยูงตัวผู้บางตัว เริ่มทิ้งหางอันยาวสวยแล้ว ขณะบางตัวยังยึดทำเลดีๆ เป็นที่รำแพน

ผมเฝ้าอยู่ในบริเวณโค้งน้ำที่ควายโทนตัวหนึ่งออกมากินน้ำในช่วงเย็นๆ แสงยามเย็นสะท้อนร่างบึกบึนเป็นเงาบนสายน้ำ ควายป่าตัวนั้นหาเลาะเล็มหญ้าแห้งๆริมลำห้วย แม้ว่าไฟจะเผาไล่มาถึงบริเวณริมลำห้วย แต่พอมีหญ้าเหลือพอให้สัตว์ป่าต่างๆบ้าง


สำหรับสัตว์ป่าช่วงเวลานี้ [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/forest_fire</link>
			</item>
	<item>
		<title>“ช้าง”</title>
		<description><![CDATA[สัตว์ป่าที่ดูจะมีปัญหากับการทำงานในป่า ในความรู้สึกของผมแล้วคงต้องยกให้กับช้าง ไม่ใช่เพราะว่าช้างตัวใหญ่หรือมีอันตราย แต่เป็นเพราะความฉลาดและค่อนข้างชอบแกล้ง รวมทั้งความซนของลูกช้าง เหล่านี้ทำให้การทำงานพบกับปัญหาบ่อยๆ

หากบังเอิญช้างเดินผ่านมาทางซุ้มบังไพรที่เราทำทิ้งไว้หลายๆวัน พี่แกจะดึงมาฉีกเล่นหรือพังลงมาทั้งหมด ในฐานะมาสร้างขวางหูขวางตา หลายครั้งผมเสียเวลาเพิ่มขึ้น เพราะต้องทำซุ้มบังไพรทิ้งไว้ใหม่

เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการทำซุ้มบังไพรทิ้งไว้ให้สัตว์ป่าคุ้นเคยสักระยะหนึ่งก่อน เพราะไม่ว่าเราจะทำแนบเนียนสักเพียงใด สิ่งผิดปกติเล็กๆน้อยๆ นั่นไม่รอดพ้นสายตาของพวกมันหรอก แต่หากมันเป็นความผิดปกติที่คุ้นเคย สัตว์ป่าจะคลายความหวาดระแวงลงบ้าง เวลามีสัตว์ป่าลงมาในโป่งที่เราซุ่มดูอยู่ ไม่ใช่มันไม่รู้ตัว พวกมันสัมผัสได้ว่าบรรยากาศไม่ค่อยปลอดภัยเวลาก้มลงกินน้ำหรือหญ้า สายตาของมันมักมองมาทางซุ้มตลอด โดยเฉพาะกับเสียงชัตเตอร์นี่ เป็นเสียงแปลกปลอมที่สัตว์ได้ยินง่ายมาก หากรัวถ่ายอย่างไม่ยั้ง รับรองได้ว่าสัตว์ทั้งฝูงต้องวิ่งกระเจิง

ค่อยๆ ถ่ายทีละใบ พอสัตว์เงยหน้าขึ้นมองต้องหยุด วิธีนี้จะทำให้สัตว์ไม่ระแวงนักและเขาจะอยู่ในโป่งนานพอที่จะทำให้เรามีโอกาสได้รูปดีๆ ฝูงกระทิงหรือวัวแดง ถ้ารู้สึกถึงความผิดปกติ มักค่อยๆถอยเข้าด่าน ถ้าไม่แน่ใจจะหยุดอยู่ในพุ่มไม้สักพัก พอคลายความหวาดระแวง ส่วนใหญ่จะออกมากินต่อ แต่ถ้าลมเปลี่ยนทิศทางหรือเขาสัมผัสได้ว่าแถวๆนั้นมีอันตราย ทั้งฝูงจะวิ่งเตลิดไปเลย




ส่วนช้างไม่เป็นอย่างนั้น โดยเฉพาะลูกช้าง ซึ่งมักวิ่งเข้ามาดูสิ่งผิดปกติ ในฝูงมีช้างเล็กๆ ที่กำลังซนอย่างนี้ แม่ช้างและพี่เลี้ยงต้องเหนื่อยสักหน่อยต้องมาคอยขนาบเอาไว้ เวลาลงโป่งช้างใช้เวลาดูลาดเลาอยู่นานแต่เจ้าพวกตัวเล็กมักไม่ค่อยสนใจ วิ่งนำหน้ามาก่อนเสมอ

หน้าฝนที่ผ่านมา ผมเจอเหตุการณ์เช่นนี้ มีช้างเจ็ดตัวลงโป่งที่ผมเฝ้าอยู่ ช้างตัวใหญ่พยายามบังคับให้เจ้าตัวเล็กอยู่ในกลางฝูง แต่เจ้าตัวเล็กไม่ยอมอยู่นิ่งๆ เดี๋ยวมุดออกทางโน้น ทางนี้ พี่เลี้ยงต้องคอยใช้งวงดึงกลับมา ปัญหาเกิดขึ้นเพราะเจ้าตัวเล็ก สังเกตเห็นความผิดปกติคือซุ้มบังไพรของผมนั่นแหละ จึงอยากมาดู แอบพี่เลี้ยงวิ่งเข้ามาซะใกล้ ดีว่าพี่เลี้ยงเข้ามาดึงตัวกลับไปได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นผมคงต้องขึ้นไปอยู่บนต้นกระโดนที่หมายตาเอาไว้แต่แรกแน่ๆ

การทำซุ้มบังไพรควรดูลู่ทางเอาไว้บ้าง นอกจากไม่เป็นจุดที่ขวางทางเดินของสัตว์ป่าแล้ว ทางหนีทีไล่สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะคงไม่สนุกแน่ๆ ถ้าช้างเข้ามารื้อบังไพรขณะมีเราอยู่ในนั้นด้วย



โดยประสบการณ์ ผมพูดอย่างมั่นใจได้ว่า ไม่มีสัตว์ป่าชนิดไหนที่ได้กลิ่นคนแล้วจะไม่หนี สัตว์ดุร้ายชนิดที่เห็นคนเป็นต้องวิ่งเข้ามากระทืบหรือฆ่าทิ้งนั้น [...]]]></description>
		<link>http://www.thaiwildlife.org/main/featured-articles/elephant</link>
			</item>
</channel>
</rss>

