Post edited 11:04 – January 11, 2012 by admin


ซุ่ม เงียบอยู่ชายป่า เป็นกองหน้าดูลาดเลา โชว์วาโง้งยาว พร้อมนำทั้งฝูงลุยไร่ข้าวโพดไร่มัน รุกเข้าถึงครัวเรือนทำให้ราษฎร หวาดผวากันไปทั่ว จุดไฟไล่ไม่หนี ตะเกราะเคาะกระทะ ไล่ไม่รู้สึก แถมยังวิ่งเข้าหาต้นกำเนิดของเสียงไล่อีกด้วย เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กล่าว (ภาพ: Tuoi Tre)
ASTVผู้จัดการออนไลน์– สัปดาห์ที่แล้วกระทรวงความมั่นคงภายในเวียดนามได้จัดซ้อมใหญ่ การกู้ภัยการจับจี้ตัวประกันและต่อต้านการก่อการร้ายทางทะเล ซึ่งได้รับเสียงปรบมือจากผู้ชมทางโทรทัศน์ทั่วประเทศ แต่ในอีกมุมหนึ่งของประเทศ ราษฎรทั้งคอมมูนกำลังผวาหนักกับนักก่อการร้ายกลุ่มใหญ่ที่มีงายาวและไม่กลัว อะไรทั้งสิ้น
ราษฎรในคอมมูนเอียระเหว (ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของชนกลุ่มน้อยชาวระเหว-Ea Rve) อ.เอียซุป (Ea Sup) จ.ดั๊กลัก (Dak Lak) กินไม่ได้นอนไม่หลับมาแรมเดือน เนื่องจากช้างป่าฝูงใหญ่มากสมาชิก 20-22 ตัว เข้าถึงบ้านเรือนและชอบทำลายข้าวของ หลังจากกวาดพืชผลต่างๆ เสียจนเรียบ
ช่างฝูงนี้ไม่ยอมอพยพไปไหน เข้าๆ ออกๆ หมู่บ้านต่างๆ ทำให้ทั้งคอมมูนหวาดหวากันไปทั่ว
หนักข้อยิ่งกว่านั้นก็คือ วิธีการไล่แบบเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลมาตั้งแต่โบราณกาลก็ใช้ไม่ได้อีก ช้างฝูงนี้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์เร็ว ไม่กลัวไฟ ตีเกราะเคาะไม้ไล่ก็ไม่หนี กลับทำให้โกรธและดุร้ายหนักขึ้นไปอีก หนังสือพิมพ์เตื่อยแจ๋ (Tuoi Tre) รายงานอ้างคำให้การของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
นายเลแท็งหาย (Le Thanh Hai) ประธานคณะกรรมการคอมมูนเอียระเหว กล่าวว่าช้างป่าฝูงนี้ ไม่ต่างกับผู้ก่อการราย 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาทำลายข้าวโพด มัน แตง ฟักทองและพืชผลอื่นๆ ของราษฎรไปแล้วกว่า 40 เฮกตาร์ (กว่า 250 ไร่)
นับตั้งแต่เดือน มี.ค. มีช้างป่าไปเยือนคอมมูนแห่งนี้มาแล้ว 5 ครั้ง แต่ทุกครั้งก่อนหน้านี้จะพาสมาชิกไปด้วยเพียง 5-7 ตัวเท่านั้น และ จะไปเวลากลางคืน ลักกินพืชผลของเกษตรกร พอใกล้สว่างก็จะกลับเข้าป่าขึ้นเขาไป ไม่ทำร้ายคน ซึ่งแตกต่างไปจากคราวนี้ที่มากันฝูงใหญ่ นายหายกล่าว
"เราก่อไฟก็แล้ว ตีหม้อเคาะกระทะไล่ก็แล้ว พวกนั้นไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหรือหวาดกลัวอะไรทั้งสิ้น แถมวิ่งเข้าใส่แหล่งต้นตอที่มาของเสียงอีกด้วย" นายโงวันลม (Ngo Van Lom) ราษฎรในคอมมูนเอียระเหวกล่าว
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารคอมมูน ได้ร้องเรียนไปยังทางการระดับจังหวัด ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ "การก่อการร้าย" เป็นการด่วน และหาทางอพยพโยกย้ายสัตว์ยักษ์พวกนี้ออกไปให้ไกล เพื่อให้ผู้คนพ้นจากอันตราย
นายหายกล่าวอีกว่า คณะกรรมการคอมมูนต้องควักเงินกองกลางราว 4,000 ดอลลาร์ จ่ายเป็นค่าเสียหายให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการก่อการร้ายโดยช้างป่า เตื่อยแจ๋กล่าว
จังหวัดดั๊กลักซึ่งอยู่ในเขตที่ราบสูงภาคกลาง มีชายแดนติดกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือกัมพูชาและตอนใต้ของลาว ยังมีช้างป่ามากที่สุดแต่จำนวนลดลงอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีมานี้ หลังจากมีการสร้างเขื่อนและมีเหมืองแร่ผุดขึ้นมาหลายแห่ง
สื่อของทางการรายงานก่อนหน้านี้ว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ยังพบช้างป่าถูกยิงสังหารไปอีกหลายเชือกโดยฝีมือของพรานป่าที่ล่าเพื่อตัดงา ไปขาย และยังมีการลักลอบคล้องเอานำลูกช้างไปเลี้ยงเป็นช้างบ้านเพื่อใช้งานอีก ด้วย.
ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 พฤศจิกายน 2553