ข่าว– ถูกส่งกลับถึงบ้านเกิดแล้วพลายถ่าง หลังเดินเร่ร่อนไปป่วนเมือง ไกลถึงชายแดนตราด
ถูกส่งกลับมาแล้ว พลายถ่างเร่ร่อน หลังเดินสัญจรไปไกลถึงชายแดนจังหวัดตราด ขณะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเตรียมย่องทำพิธีปล่อยตัวอย่างเป็นทางการ ด้านสำนักอนุรักษ์ฯ เตรียมติดปลอกคอฝังวิทยุติดตามตัวเฝ้าระวังการหลบหนี ขณะนักวิจัยสัตว์ป่ายันเป็นพลายของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไนของแท้ ที่แยกฝูงเดินสัญจรหนีออกไปตามธรรมชาติ
วันที่ 21 ก.ค.53 เวลา 16.30 น. ขบวนรถขนส่งพลายถ่าง ช้างป่าเร่ร่อน ได้เดินทางมาถึงยังเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน หมู่ 25 ต.คลองตะเกรา อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา แล้ว โดยพลายถ่างถูกนำขึ้นรถยนต์บรรทุกสิบล้อ และพันธนาการด้วยโซ่ตรวนขนาดใหญ่ล้อมรอบด้วยต้นกล้วยอยู่บนรถบรรทุกคันหน้า ซึ่งมีรถติดสัญญาณไฟวับวาบนำ และมีช้างต่อ คือ พลายชุมพล และพลายบุญมา รวมทั้งพังวันลี ถูกบรรทุกมาในรถสิบล้อตามขบวนอีกสองคันนำมาส่ง
โดย นายชัชวาลย์ พิศดำขำ ผอ.สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ขณะนี้ได้มีการเตรียมการวางแผนไว้ว่า จะทำการติดคอล่าร์ จีพีเอส (GPS) เพื่อที่จะสามารถบ่งบอกได้ว่าพลายถ่างจะไปทางไหน อย่างไร ก็จะบอกตำแหน่งได้ด้วยระบบจีพีเอส ซึ่งต่อไปนี้เราจะดำเนินการเชิงวิชาการ เพื่อให้ทราบว่าเขาจะไปที่ไหน และจะดำเนินการป้องกันอย่างไร ขณะนี้ต้องยอมรับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ หลังจากนี้เป็นต้นไปก็จะพยายามหาสาเหตุและแนวทางการป้องกันในภาพรวมทั้งหมด ในพื้นที่
หลังจากเดินทางมาถึง ก็จะให้พลายถ่างได้พักฟื้นเป็นเวลา 1 คืน ก่อนที่ นายสุวิทย์ คุณกิติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม จะเดินทางมาเป็นประธาน ในการปล่อยช้างกลับคืนสู่ป่าบ้านเกิด ในเวลา 09.00 น. ของวันพรุ่งนี้ ซึ่งก่อนการปล่อยช้างพลายถ่าง ก็จะมีการประกอบพิธีกรรม ตามความเชื่อของหมอควานช้างที่มาจาก จ.สุรินทร์ ก่อน ในช่วงเช้า นายชัชวาล กล่าว
ขณะที่ ดร.ไสว วังหงษา หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ยืนยันว่าช้างพลายถ่างนั้น เป็นช้างพลายที่ออกไปจากพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จริง โดยเมื่อประมาณปี 2545 นั้น ได้มีฝูงช้างจากบริเวณด้านใต้ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จำนวน 18 ตัว ได้เดินทางออกไปอาศัยอยู่ยังบริเวณเขาป้อม เขาปอ ด้าน อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี แล้วก็ไม่กลับเข้ามาอีกเลย เจ้าหน้าที่จึงเรียกช้างฝูงนี้ว่า โขลงช้างเขาปอคลองทราย
ต่อมาในปี 2548 จึงเริ่มออกไปยังด้านนอกป่า ในปี 2552 ก็เริ่มออกไปไกลจากถิ่นที่เดิมอีก และในปี 2553 นี้ จึงได้ออกไปไกลอีกอย่างมาก จึงเชื่อว่าช้างฝูงนี้ จำนวนกว่า 10 ตัว นั้น เป็นช้างของเขาอ่างฤาไนเดิม ซึ่งมีการอพยพออกไปอยู่อาศัยยังในพื้นที่ข้างเคียง บนเนื้อที่หมื่นกว่าไร่ ส่วนสาเหตุของการอพยพย้ายถิ่นฐานออกไปนั้น เนื่องจากในปี 2543 นั้น เกิดภาวะแล้งหนัก ช้างจึงเริ่มขยับ ย้ายพื้นที่ถิ่นฐานในการหากิน
หลังจากนำกลับเข้ามาแล้ว จะอยู่ในพื้นที่เดิมอีกได้หรือไม่นั้น โดยปกติแล้วช้างที่อยู่รวมกันเป็นฝูง จะมีแต่ตัวเมีย ส่วนตัวผู้นั้นเมื่อเริ่มโตเข้าสู่วัยหนุ่มก็จะถูกจ่าฝูงขับออกจากฝูงไป อยู่เพียงลำพังเพียงตัวเดียว และเมื่อนำกลับมาแล้วจะเกิดการทะเลาะแย่งถิ่นที่อยู่อาศัย และอาหาร จากเจ้าถิ่นเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่แล้วหรือไม่ อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าพลายถ่างนั้นจะมีความก้าวร้าวขนาดไหน ซึ่งช้างสามารถรับรู้ และสื่อสารกันได้หลายวิธี เช่นกลิ่นนั้น สามารถรับรู้ได้ในรัศมี 3 กม. เสียงคลื่นความถี่ต่ำสามารถติดต่อกันได้ไกลถึง 10 กม. และแรงสั่นสะเทือนของพื้นก็สามารถไปได้ไกลมากเช่นกัน
ซึ่งถ้าหากพลายถ่างมีนิสัยก้าวร้าวก็อาจจะต้องทะเลาะ หรือปะทะกันกับพลายงา ซึ่งอยู่ในวัยเดียวกันบริเวณนี้ได้ แต่เท่าที่ดูนั้น พลายถ่างมีนิสัยเรียบร้อย เงียบสงบ และพฤติกรรมที่ผ่านมา หลังออกไปจากพื้นที่ ประมาณ 5-6 เดือนนั้น ไม่เคยทำร้ายใคร ซึ่งมีแนวโน้มว่าเป็นข้อดี
หลังจากปล่อยกลับเข้าป่าแล้ว จะกลับไปยังที่เดิมที่เคยออกไปหรือไม่นั้น หากจะกลับไปก็อาจต้องใช้เวลานานสักระยะหนึ่ง เนื่องจากจุดที่ปล่อย ที่บริเวณบ้านป่าภูไทนั้น อยู่ห่างจากจุดที่ฝูงเดิมอยู่ทางด้านใต้ประมาณ 30 กม. ซึ่งสาเหตุที่ไม่นำไปปล่อยกลับเข้าสู่ฝูงเดิมนั้น เนื่องจากป่าพื้นที่ราบบริเวณนั้นเหลือน้อยแล้ว จึงอาจไม่เพียงพอที่จะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ และเป็นสาเหตุในการที่จะหนีออกไปไกลอีก
สำหรับช้างพลายถ่างนั้น เป็นช้างลักษณะดี มีพุ่มหางยาวสวยงาม ร่างกายกำยำแข็งแรง หากดูจากรอยเท้าหน้าตามหลักวิชาการแล้ว เชื่อว่ามีอายุประมาณ 28 ปี ส่วนความเห็นของหมอควานช้างนั้น คาดว่าช้างพลายถ่างนั้นมีอายุเพียงแค่ไม่เกิน 15 ปี ส่วนสาเหตุที่ถูกเรียกชื่อว่าพลายถ่างนั้น คือ บังเอิญมีงาอยู่ข้างหนึ่งนั้นถ่างออก จึงถูกเรียกให้ง่ายขึ้นในการจดจำ และสื่อสารกันของเจ้าหน้าที่ โดยปัจจุบันนั้น มีช้างอยู่ในป่าเขาอ่างฤาไนมากถึง 237 ตัว รวมกันเป็นฝูงใหญ่ๆ ได้ประมาณ 5 ฝูง บริเวณแหล่งน้ำใหญ่ๆ 5 แห่ง และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 10 ต่อปีอีกด้วย ดร.ไสว กล่าว
ที่มา: http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=103861