บันทึกการสำรวจลำน้ำเพชรฯ กับความหวังสุดท้ายของจระเข้น้ำจืดไทย Part 2

บันทึกการสำรวจลำน้ำเพชรฯ กับความหวังสุดท้ายของจระเข้น้ำจืดไทย Part 2

ระหว่าง วันที่ 22-24 กรกฎาคม 2552  เจ้าหน้าที่สายตรวจส่วนกลางได้เข้าสำรวจพื้นที่ร่วมกับฝ่ายวิชาการ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในบริเวณลำน้ำเพชร โดยมี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน  นายชัยวัฒน์  ลิ้มลิขิตอักษร เป็นผู้นำทีมสำรวจ ติดตามด้วยเจ้าหน้าที่จาก สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS)  อีก 2 นายคือ นายศุธภที สีทองดี และนายสันติ ช่วยชูกลิ่น วัตถุประสงค์ของการสำรวจครั้งนี้คือ เพื่อหาร่องรอยของจระเข้น้ำจืด (Siamese Crocodile) เป็นครั้งที่สอง สืบเนื่องจากการสำรวจครั้งแรกเมื่อต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา และตามที่ได้รับรายงานการพบร่องรอยจระเข้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550  โดยจุดเริ่มต้นของการสำรวจเริ่มตั้งแต่ KU แค้มป์ ถึงหน่วยแม่เสลียง การเดินทางสำรวจในครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 3วัน 2คืน และใช้เรือยางเป็นพาหนะหลักในการสำรวจ

Crocodile0908_07

วันที่ 22 กรกฎาคม 2552 หลัง จากออกเดินทางจาก KU แค้มป์ เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนทางน้ำจากอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานได้พบจระเข้ขนาดเล็ก กระโจนลงน้ำบริเวณซับชุมเห็ดจำนวน 1 ตัว ขนาดความยาวประมาณ 1 เมตร  ทีมสำรวจจึงทำการบันทึกภาพและวัดขนาดร่องรอย

Crocodile0908_08

จากนั้น จึงเข้าสำรวจพื้นที่ซับชุมเห็ดที่มีสภาพเป็นป่าพงและป่าอ้อโดยรอบ  แต่ก็ไม่พบร่องรอยของจระเข้แต่อย่างใด พบเพียงแต่รอยตีนเก้งและกวางที่มาหากินบริเวณริมลำน้ำเพชร  จนเมื่อถึงเวลาใกล้ค่ำ ทีมสำรวจจึงหยุดพักแรมที่ซับชุมเห็ด

เช้าวันที่  23 กรกฎาคม 2552 ทีมสำรวจเริ่มออกเดินทางต่อ แต่ไม่พบร่องรอยของจระเข้แต่อย่างใด ลำน้ำเพชรในช่วงที่เลยจากซับชุมเห็ดมีลักษณะเป็นแก่งขนาดใหญ่จึงต้องใช้ความ ระมัดระวังในการเดินทางเป็นอย่างมาก ชุดสำรวจเดินทางมาถึงวังข่าในช่วงเวลาเย็นจึงหยุดพักแรม เนื่องจากต้องการสำรวจในพื้นที่บริเวณวังข่าต่อในช่วงเวลากลางคืน หลังจากจัดเตรียมที่พักและรับทานอาหารเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ 1 ทุ่มจึงได้เริ่มการสำรวจ การสำรวจช่วงค่ำนี้ใช้เวลาประมาณ 1ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบข้อมูลใดๆ

Crocodile0908_09

เช้าวันที่ 24 กรกฎาคม 2552 ขณะ เตรียมตัวเดินทางกลับ ก็มีผู้พบเปลือกไข่จระเข้ที่ถูกทำลายแล้วจำนวน 2 ฟอง หัวหน้าฯ นายชัยวัฒน์   ลิ้มลิขิตอักษร จึงสั่งการให้สำรวจพื้นที่วังข่าอีกครั้ง ชุดสำรวจได้พบเพียงรังเก่าของปีก่อน เมื่อไม่พบร่องรอยรังจระเข้ใหม่ที่คาดว่าเป็นที่มาของเปลือกจระเข้ดังกล่าว จึงตัดสินใจเดินทางกลับยังหน่วยแม่เสลียงในเวลาต่อมา

Crocodile0908_10


คลิปข่าวและเนื้อหาจาก : ช่อง9 สำนักข่าวไทย

คลิปข่าว : ทีวีไท TPBS ออกอากาศวันที่ 11 กันยายน 2552

เรื่องโดย : สันติ ช่วยชูกลิ่น
ภาพประกอบ : สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่า (WCS) ประเทศไทย / อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

บทความที่เกี่ยวข้อง

- บันทึกการสำรวจลำน้ำเพชรฯ กับความหวังสุดท้ายของจระเข้น้ำจืดไทย Part 1
- สถานภาพ ถิ่นอาศัย และบทบาทเชิงนิเวศวิทยา

การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org

หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ Creative Commons

3 ความเห็น »

  1. nont_kw Says:

    ทำไมท่านๆผู้ทรงเกียรติ ไม่มาดู ไอ้เข้แก่งกระจานบ้าง เนี่ยมัน จระเข้ในธรรมชาติของจริง มีมานาน และกำลังมีคนทำวิจัย ทำไมสนใจแต่เขาใหญ่จังเลย ทั้งที่ก็รู้ว่ามันถูกแอบมาปล่อย หรือว่ากระแสกับหลักการณ์มันไปด้วยกันไม่ได้

    comment-bottom
  2. Riddler Says:

    ต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า เขาใหญ่นั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ และสถานที่ที่พบจระเข้ก็อยู่ในบริเวณที่นักท่องเที่ยวเดินผ่านไปมาประจำ การอนุรักษ์ ก็เป็นสิ่งจำเป็นครับ แต่ปัญหาความหวาดผวาของผู้คนอันเกิดจากความไม่รู้ก็เป็นเรื่องใหญ่
    จะจระเข้ปล่อยหรือจระเข้ธรรมชาติก็นับเป็นชีวิตเช่นกันไม่ใช่หรือครับ?

    comment-bottom
  3. nont_kw Says:

    ประเด็นก็คือ เราต้องให้ความสำคัญที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการอนุรักษ์ หลายครั้งที่บ้านเราใช้งบไปกับกระแสข่าว แล้วก็หมดไปอย่างไร้ค่า แล้วก็ไม่ได้มรรคผลของงานอนุรักษ์ใดเลยครับ ยกตัวอย่างเช่นกรณีเขาใหญ่ ถามว่าความยั่งยืนอยู่ที่ไหน เราก็รู้อยู่แล้วว่าจระเข้น้ำจืดที่ปล่อยบริเวณน้ำตกนั้น มันไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อชนิดพันธุ์ของมันเลย ที่มันอยู่ได้ก็เพราะยังคงมีปลาให้มันกิน แต่ถามว่าจะได้มรรคผลในแง่อนุรักษ์ชนิดพันธุ์ไหม ก็ไม่ได้ เราต้องเข้าใจนะครับว่ารักษาชีวิต กับรักษาชนิดพันธุ์นั้นต่างกัน ถ้าเราจะอนุรักษ์ชนิดพันธุ์จระเข้น้ำจืดเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติจริงๆ มันคงเริ่มจาก การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่จะนำไปปล่อย คัดเลือกถิ่นอาศัยที่เหมาะสมต่อชนิดพันธุ์เพื่อการปล่อย ทั้งในแง่นิเวศ และแง่สังคม และมีการติดตามผลของความสำเร็จ เช่นมันสามารถหาอาหารได้ไหม มันสามารถผสมพันธุ์วางไข่ได้ไหม เปอร์เซ็นการรอดของลูกที่ฟักเป็นอย่างไร และมีผลกระทบจากผู้ล่าหรือชนิดพันธุ์ อื่นๆอย่างไร สุดท้ายความเข้าใจแก่นของงานอนุรักษ์ชนิดพันธุ์จำเป็นต้องได้รับการพูดคุยกันบ่อยๆ มีเวทีแสดงความเห็นกันเยอะๆ เมื่อมีที่แชร์ความเห็นที่แตกต่างเราอาจได้แง่คิดดีๆที่เหมาะสมสำหรับงานอนุรักษ์บ้านเราก็ได้ เน๊อะ

    comment-bottom

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URL

ใส่ความเห็น