
ในแวดวงวิชาการด้านสัตว์ป่านับจากการจัดสัมมนา เรื่องสัตว์ป่าเมืองไทย ครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2523 ซึ่งจัดขึ้นในวันคุ้มครองสัตว์ป่าหลังจากการตรา พ.ร.บ. สงวนคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 เป็นเวลา 20 ปี พอดี รวมกับช่วงเพิ่มเติมอีก 3 ทศวรรษ ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่เดิมประเทศไทยมีการกำหนดชนิดสัตว์ป่าสงวนไว้เป็นจำนวน 9 ชนิด ได้แก่ แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละองละมั่ง สมัน เนื้อทราย เลียงผา และกวางผา การตรา พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ขึ้นใช้แทนฉบับเดิม พร้อมกับการประกาศเพิ่มจำนวนสัตว์ป่าสงวนใหม่ คือ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร นกกระเรียน นกแต้วแล้วท้องดำ แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ พะยูน รวมเป็น 15 ชนิด มีเพียงเนื้อทรายที่สามารถนำออกจากบัญชีสัตว์ป่าสงวนได้ กอปรกับงานวิจัย ทิศทาง และรูปแบบการดำเนินการในรอบ 30 ปีที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าสงวนยังมีอยู่ไม่มากนัก ความคลุมเครือในการดำเนินการ หรืออาจกล่าวได้ว่าไม่มี การจัดการที่เกี่ยวข้องยังหยุดนิ่ง และขาดความชัดเจนเป็นรูปธรรม หรือหมดไปกับงานแบบจานด่วน เมื่อเสร็จพิธีถือว่าสิ้นสุด
หากพิจารณาในเชิงของความเป็นไปได้ในการฟื้นฟู และจัดการสัตว์ที่มีอยู่เพียงชื่อ เช่น สมัน กูปรี แรด นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร หมดโอกาสแล้วที่จะดำเนินการ ในขณะที่สัตว์ที่ยังสงสัยในสถานภาพการปรากฏในประเทศไทย คือ กระซู่ ส่วนเลียงผา เป็นสัตว์ป่าสงวนที่ยังพบในพื้นที่เขาหินปูนหลายแห่งในประเทศ ยังมีสัตว์ป่าสงวนที่มีโอกาส และไม่ควรมองข้าม เช่น นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน เก้งหม้อ สมเสร็จ และกวางผา ในโอกาสสำคัญที่ปี พ.ศ. 2552 ก้าวเข้าสู่ปีที่ 30 ของเวทีวิชาการสัตว์ป่าของประเทศ และย่างเข้าสู่ปีที่ 50 ของงานการอนุรักษ์สัตว์ป่าของประเทศไทย จากการตรากฎหมายสัตว์ป่าของประเทศขึ้นบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ณ เวลานี้ หน้าที่สถาบันการศึกษาต่างๆ หน่วยงานด้านสัตว์ป่า และองค์กรเอกชนด้านสัตว์ป่าน่าที่จะได้ร่วมมองไปข้างหน้าในประเด็นเรื่องสัตว์ป่าสงวนของประเทศให้มีทิศทางที่ชัดเจน และเกิดความเป็นไปได้ในการดำเนินการที่เป็นจริงมากขึ้น
เป้าหมายระยะยาว
วิสัยทัศน์ สิ่งที่ประเทศ และสังคมต้องการเห็นในเรื่องการคงอยู่ของสัตว์ป่าสงวนบางชนิดที่มีศักยภาพในการดำเนินการแต่ละชนิดในธรรมชาติ สัตว์ดังกล่าวควรจะมีเพิ่มจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับที่เชื่อมั่นได้ว่าจะต้องไม่สูญหายหมดไป การตอบสนองต่อเป้าหมาย จำเป็นต้องอาศัยงานหลายด้าน มีตัวเชื่อมงานวิชาการ ในการสำรวจ วิจัย การติดตามสถานภาพในธรรมชาติ การกำหนดทิศทาง เพื่อสร้างแผนการฟื้นฟู ระยะเวลาในการดำเนินการฟื้นฟูสัตว์ป่าสงวนที่ยังมีโอกาส และการดำเนินการ และการตรวจวัดความสำเร็จเป็นเรื่องที่ควรคิด การมีทรัพยากรบุคลากร และสร้างบุคลากรรุ่นใหม่นักวิจัย นิสิตที่เข้ามาช่วยสามารถดำเนินการให้สำเร็จในภารกิจด้านต่างๆ
การเพิ่มเข้า และการนำออกจากบัญชี
การเพิ่มเข้า และการนำออก (up listing and delisting) จากบัญชีสัตว์ป่าสงวน น่าจะเป็นไปตามข้อเท็จจริง และตามข้อมูลวิชาการ สำหรับแนวทางที่ดี และน่าสนใจสามารถศึกษาได้จากรัฐบัญญัติว่าด้วยชนิดที่ใกล้สูญพันธุ์ (Endangered Species Act) ของประเทศสหรัฐ การจำแนกชนิดที่ถูกคุกคามใกล้สูญพันธุ์ การดำเนินการจัดการในแนวทางของ Species Approach และการนำออกจากบัญชีเป็นชนิดที่พ้นจากการสูญพันธุ์ (out of endangered species)
พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดขั้นตอนการประกาศชนิดสัตว์ป่าสงวน แต่ไม่ได้กำหนดแนวทางในการนำออกจากบัญชี และบทลงโทษที่เกี่ยวข้องทั้งสัตว์ป่าสงวน และสัตว์ป่าคุ้มครองมีน้ำหนักเดียวกัน การมีพื้นที่คุ้มครองซึ่งเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์สัตว์ป่า และถิ่นที่อาศัยแต่ยังมิได้ฟื้นฟู หรือเติมเต็มในชนิดที่ถูกคุกคามหมดไป หากไม่มีมาตรการด้านอื่นๆ มารองรับในสัตว์ป่าสงวนแต่ละชนิด อาศัยเพียงเครื่องมือด้านกฎหมายด้านเดียวคงไม่สามารถแก้ปัญหาให้กับสัตว์ป่าสงวนของประเทศได้ การเพิ่มชนิดสัตว์ป่าสงวน เข้ามาในบัญชีไม่น่าจะเป็นความสำเร็จในการจัดการสัตว์ป่า เมื่อเทียบกับความสำเร็จในการนำสัตว์ป่าสงวนที่ได้รับการแก้ไขปัญหาลุล่วงแล้วออกจากบัญชี
การสำรวจ วิจัย และสร้างบุคลากร
มีการสำรวจสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ เพื่อทราบการปรากฏของสัตว์ป่าสงวน การวิจัยตามโครงการของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า และองค์กรเอกชน หรืองานวิจัยในระดับวิทยานิพนธ์ ปัญหาพิเศษที่เกี่ยวกับสัตว์ป่าสงวน มีการดำเนินการในเลียงผา กวางผา ควายป่า นกแต้วแล้วท้องดำ และพะยูน การสังเกต และศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่าสงวนในสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่า และสวนสัตว์ต่างๆ มีการดำเนินการในนกกระเรียน และละมั่ง การศึกษาพันธุกรรมสัตว์ป่าสงวนบางชนิด ได้แก่ ละมั่ง เก้งหม้อ และควายป่า โดยคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ปัจจุบันมีการดำเนินการโดยหน่วยงานระดับมหาวิทยาลัย และฝ่ายวิชาการองค์การสวนสัตว์ในพระบรมราชูปถัมภ์ การติดตามประชากรเนื้อทราย และละมั่งที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติโดยนิสิตคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
การพิจารณาสถานภาพของสัตว์ป่าสงวนในภาพรวม ทั้งในสภาพธรรมชาติ และที่มีอยู่ในสถานที่เลี้ยง การรวบรวมข้อมูลที่เป็นปัจจุบันจากหน่วยงานต่างๆ และการสร้างแผนที่การกระจายปัจจุบันเป็นที่เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ในเวทีประชุมเชิงปฏิบัติการ หน่วยงาน และสถาบันการศึกษาต่างๆ สามารถที่จะเข้ามามีส่วนร่วม ช่วยเติมเต็มในงานวิชาการ และการสร้างบุคลากรในส่วนนี้ซึ่งมีความสำคัญ
การฟื้นฟูประชากร
แผนฟื้นฟูประชากรในรายชนิดของสัตว์ป่าสงวน เช่น กำหนดรอบ 10 ปี เพื่อเชื่อมงาน มีการดำเนินการในสถานที่เลี้ยงในรูปแบบการเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ เช่น ละมั่ง เก้งหม้อ กวางผา นกกระเรียน ซึ่งมีความก้าวหน้าตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมา และนับจากปี พ.ศ. 2526 มีการนำเนื้อทราย ปล่อยสู่ธรรมชาติในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เริ่มมีการโครงการในการจัดการพันธุกรรมแบบแช่แข็ง (cryopreservation) เพื่อจัดเก็บน้ำเชื้อ รังไข่ ตัวอ่อน เนื้อเยื่อ ได้ดำเนินการในละมั่ง และกวางผา ปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าสงวน และกำลังดำเนินการอยู่ คือ โครงการฟื้นฟูประชากรละมั่งในห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี มีโครงการติดตามศึกษานกแต้วแล้วท้องดำในธรรมชาติ และโครงการนกกระเรียนกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการคืนสู่ธรรมชาติเท่านั้น
การสร้างเป้าหมาย และการดำเนินการ
มองไปข้างหน้าในอีก 10 ปีข้างหน้า สัตว์ป่าสงวนของประเทศได้รับการดูแล และจัดการจริง ควรจะมีสัตว์ชนิดใดบ้าง แต่ละชนิดมีแผนการฟื้นฟู (Species recovery plan) มีการกำหนดทิศทางในการดำเนินการ ระยะเวลา หน่วยงานใดสามารถที่จะเข้ามาช่วยร่วมในการดำเนินการ ทั้งนี้จำเป็นต้องมีเวทีประชุมปรึกษาหารือ ในการกำหนดวัตถุประสงค์ ทิศทาง โครงการรองรับ สุดท้ายเมื่อมีการจัดการ การวัดความสำเร็จ และการตรวจสอบเป็นที่ชัดเจน พบว่าสถานภาพดีขึ้นทั้งในพื้นที่การกระจาย และจำนวนแหล่งธรรมชาติที่พบ สามารถนำออกจากบัญชีสัตว์ป่าสงวน และพิจารณาสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่จำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือขึ้นมาดำเนินการต่อไป ปัจจุบันยังมีสัตว์ป่าคุ้มครองอีกหลายชนิดที่มีสถานภาพน่าเป็นห่วงมากกว่าสัตว์ป่าสงวน
การตรวจวัดความสำเร็จเป็นสิ่งที่จำเป็น และต้องยอมรับ เพื่อทราบผล ปัญหา และก้าวไปสู่การแก้ไขปัญหา เพื่อให้งานที่ดำเนินการสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์ โครงการนำร่องขนาดเล็ก (pilot project) ที่มีเป้าหมาย งบประมาณ และมีผู้รับผิดชอบชัดเจน รูปการดำเนินการที่มีความเป็นไปได้สูงในแบบ Learning by doing ยังเป็นเรื่องที่น่าดำเนินการและให้การสนับสนุน ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสัตว์ป่าสงวนที่ต้องการทราบ และยังไม่มีคำตอบ
บทความโดย นริศ ภูมิภาคพันธ์
ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900
วารสารสัตว์ป่าเมืองไทย ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 ธันวาคม 2552
เราพูดถึงการอนุรักษ์กันมานาน หลายภาคส่วนประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์ และในเขตพื้นที่อนุรักษ์มีจำนวนสัตว์ป่าเพิ่มขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดี กี่คนแล้วก็ตาม ร้านขายสัตว์ป่า นกป่าที่ตลาดนัดจตุจักรก็ยังมีขายกันมากมายอย่างเปิดเผย ไม่เคยจับได้อย่างจริงจัง เหมือนรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันปลูกต้นไม้ แต่ก็ปล่อยให้มีคนตัดต้นไม้ได้โดยไม่ถูกลงโทษ ไม่ถูกประนาม หรือคำว่าสัตว์ป่าที่แท้จริงแล้วหมายถึงสัตว์ใหญ่อย่างเสือ ช้าง กระทิง เท่านั้น กรมทรัพย์ ฯ สมาคมอนุรักษ์นก ฯลฯ นั้น ทำไมไม่จัดการปัญหาที่หน้าบ้านตัวเองให้สะอาดเรียบร้อยก่อนนะ
คนที่ยังรักสัตว์ในธรรมชาติจะสามารถช่วยอะไรได้บ้าง ขอรับ นอกจากคอยรับฟังข่าวสัตว์ป่าถูกล่าโดย……แล้วก็เสียดายว่าช่วยอะไรไม่ได้เลยหรือ
หากพูดถึงแง่การบังคับใช้กฎหมายในประเทศไทยให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละฉบับ นั้นดูจะมีปัญหาที่ยังแก้ไขกันไม่จบซักฉบับ ตั้งแต่กฎหมายหมายสูงสุดของประเทศยันกฎระเบียบเล็กน้อยๆ ใกล้ตัวเช่นกฎหมายจราจรตามท้องถนน จนถึงปัญหาระดับชาติเช่นยาเสพย์ติด ก็ยังมีคนไทยจำนวนไม่น้อยฝ่าฝืนกฎหมายอยู่ตลอด(ไม่เคยเปลี่ยนไม่ว่าจะเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดี กี่คนแล้วก็ตาม)
หากกลับมามองเฉพาะกฎหมายด้านการอนุรักษ์ในแง่ของป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งหากนับกันจริงก็เริ่มมาได้ ประมาณ50 ปี หากนับตั้งแต่ ปี 2503 (พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2503) คำถามง่ายๆ เลย ขณะนั้นมีคนไทยในประเทศกี่คนเข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ (เกิดไม่ทันแต่เดาว่ามีน้อยมากเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้) และเวลาผ่านมาล่วงเลยเท่าที่จำความได้ก็พบว่าสถานการณ์ มุมมองต่างๆของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เรื่องล่าสัตว์ ตัดไม้ขาย เปลี่ยนไป สมัยหนึ่งก่อนจะมีตลาดนัดจตุจักร นั้นตลาดนัดการค้าขายสัตว์ป่าขนาดใหญ่มากอยู่ที่สนามหลวง (สภาพเหมือนตลาดค้าขายตามแนวชายแดนไทย ในปัจจุบัน) มีสัตว์ป่าวางขายแทบทุกชนิด จนย้ายมาถึงจตุจักรยุคแรกๆ ก็วางขายกันอย่างแพร่หลายและเปิดเผย จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้กระแสสังคมเรื่องการอนุรักษ์เริ่มเข้าถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ การพบเห็นและแจ้งเจ้าหน้าที่มีบ่อยขึ้นๆ จึงได้เห็นมีการปราบปราม จับกุมดั่งจะเห็นเป็นข่าวอยู่เป็นระยะๆ ทำให้การค้าขายที่แพร่หลายและเปิดเผย กลายเป็นหลบซ่อน หากมองในแง่ดีก็จะบอกว่า การค้าสัตว์ป่าในกรุงเทพลดลงหรือทำได้ยากลำบากขึ้น แต่หากมองอีกมุม ให้จัดการคนฝ่าฝืนกฎหมาย (เรื่องร้านขายสัตว์ป่า นกป่าที่ตลาดนัดจตุจักรก็ยังมีขายกันมากมายอย่างเปิดเผย) ให้หมดไปจากประเทศนี้ก่อนค่อย ลงมือไปทำอย่างอื่น นั้นลองมองเปรียบเทียบกับเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับคนไทย ในแง่จราจรหรือยาเสพย์ติด ดูว่าบังคับให้คนไทยไม่ฝ่าฝืนก่อนค่อยลงมือทำอย่างอื่น จะมีความเป็นไปได้แค่ไหน
หากจะมองโลกในแง่ดีและเข้าข้างประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีกฎหมายเข้มงวดขนาดหากล่าสัตว์ป่าสงวนของประเทศเขา ถ้าหากจับได้มีโทษถึงประหารชีวิต แต่ก็ไม่เห็นสามารถหยุดยั้งการล่าสัตว์ป่ามาขายของประเทศเขาได้ ส่วนในไทยขนาดบทลงโทษสูงสุดในการลักลอบล่าสัตว์ป่าสงวนก็แค่จำคุกไม่เกิน4ปี ปรับไม่เกิน 4หมื่นบาท แต่สามารถดำเนินการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่าอยู่ได้จนมาถึงภาวการณ์เป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งในปัจจุบันแล้วไม่ใช่หรือ