“กรึ๊ด…กรึ๊ด” เสียงรุมทิ้งกินซากกวางของหมาในทั้งฝูงราว 4-5 ตัว ที่พึ่งล่าแม่กวางโชคร้ายได้เมื่อเช้าวันก่อน นัยน์ตา ไส้รวมถึงเนื้อทุกส่วนของซากกำลังถูกหมาในฝูงนี้กิน ขณะที่ทุกอย่างดำเนินไปตามวัฎจักรธรรมชาติอย่างปกติ ทันใดนั้น ป่ากลับมืดครึ้มลงอย่างกะทันหัน สายลมหยุดพัด ป่าทั้งป่าเงียบสงัดวังเวง แม้แต่แมลงก็หยุดกรีดเสียง ฝูงหมาในรับรู้ความผิดปกตินั้น พวกมันวิ่งวนถอยหน้าถอยหลังแทบจะชนกันเอง ราวเกิดอาเพศอันใดกับป่าแห่งนี้ ในชั่วขณะ ซากกวางคล้ายกลับมีชีวิตราวถูกผีสิง ดวงตาที่เหลือแต่เบ้าลึกเหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา เสียงลมหายใจดังฟืดฟาด ซากนั้นทะลึ่งลุกพรวดกระโจนไปข้างหน้าอย่างสุดชีวิต
เออ ! คงไม่ว่าอะไรกันนะครับ ถ้าผมจะบอกว่า ข้อความข้างบนนั้น ผมแต่งขึ้นมา มันเป็นเพียงจินตนาการของผม ขณะนี้ที่นั่งเฝ้าซากแม่กวางที่หมาในฝูงหนึ่งล่าได้ ตั้งแต่ประมาณ 07.00 น. จนถึงตอนนี้ 09.00 น. แล้ว
“กินข้าวกันก่อนดีกว่า ท้องร้องแล้ว” เสียงกระซิบของ พี่ขวัญชัย ไวธัญญากร- -ช่างภาพสัตว์ป่า บอกกับเรา ตั้งแต่เช้าที่เริ่มนั่งเฝ้าซาก หมาในยังไม่เข้ากิน มีเพียงฝูงนกขุนแผน- – นกจำพวกเดียวกับอีกา แต่สีสันของมันพาให้เรานึกไม่ถึงว่า มันเป็นญาติกัน ด้วยลำตัวด้านบน หางยาว เป็นสีฟ้า ปากและขาสีแดงสด ส่วนหัวไล่มาถึงคอเป็นสีดำ แล้วท้องสีขาว ลงกินซากเท่านั้น
“พี่…หมาในมาแล้ว” ผมสะกิดบอก เมื่อมองลอดช่องบังไพรที่เจาะไว้ หลังจากที่รอมาครู่ใหญ่ หมาในตัวหนึ่ง ขนตัวสีแดงเข้มเป็นมัน พวงหางมีขนสีดำแซม เดินเข้ามาที่ซาก ขณะหมาในอีกสองตัวเป็น ‘ยาม’ อยู่ข้างหลัง
“อย่าเพิ่งถ่าย อย่าเพิ่งทำอะไร ให้มันกินสักครั้งก่อน มันจะได้รู้สึกปลอดภัย”
พี่ช่างภาพสัตว์ป่าบอกกับผม เพราะเราไม่มีสิทธิ์อันใดที่จะทำให้มันระแวงและเลือกจะไม่กินซากที่มันล่าได้
หมาในที่เหมือนจ่าฝูงตัวนี้ ยืนอยู่ข้างซาก เชิดหน้ามองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง ใบหูทั้งคู่ตั้งคอยฟังเสียงผิดปกติ บางครั้งมันยังจ้องมองมายังบังไพรที่เรานั่งอยู่ด้วย
“เมื่อวานทั้งวัน มีนกขุนแผนเท่านั้นที่เข้ากิน สงสัยหมามันยังระแวงอยู่”
พี่ขวัญพูดขึ้นขณะเราเดินจากตัวหน่วยพิทักษ์ป่าซับฟ้าผ่า มายังบังไพร
บังไพรของเราทำด้วยผ้าลายพรางสำเร็จรูปผูกโยงสี่มุมคล้ายมุ้งนอน ด้านนอกนำกิ่งและใบไม้มาพรางให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอีกที มีเพียงช่องมองภาพ 2 ช่องซึ่งเจาะทำไว้เท่านั้นที่มองเห็นภายนอกได้ ถึงจะพรางดีอย่างไร ก็ไม่พ้นสายตาและสัญชาตญาณของสัตว์ป่า เป็นเหตุให้หมาในยังไม่เข้ากินซากในวันก่อน มันคงระแวงกับสิ่งแปลกปลอมนี้ ดังนั้น เราต้องเงียบให้มากที่สุด รวมถึงการเคลื่อนไหวก็ต้องพยายามให้เกิดเสียงเบาที่สุดด้วย “กรึ๊ด…กรึ๊ด” จ่าฝูงก้มลงกินซาก หลังจากตรวจความปลอดภัยโดยรอบอยู่นาน มันเริ่มกัดกินเนื้อตรงส่วนตะโพกก่อน แล้วกัดฉีกเนื้อบริเวณหนังส่วนท้องไปเรื่อยจนมองเห็นเป็นโพรงลึกโป๋ ส่วนลูกตาและเครื่องในนั้น ถูกกินไปบ้างตั้งแต่เมื่อวาน กลุ่มหมาในรุมกินซากได้สักพักก็จากไป เสียง “ชะ-แช้ก ชะ-แช้ก” ดังรัวถี่ไปทั่วป่ารอบ ๆ บังไพร เจ้าของเสียงนั้นเป็นฝูงนกขุนแผน ครั้งหนึ่ง ๆ มันจะมาพร้อมกัน 5-7 ตัว พูดได้ว่า ถ้าช่วงใดหมาในไม่เข้ามา ฝูงนกก็จะไม่ยอมจากไปง่าย ๆ หรอก ในขณะที่เกาะกินซากอยู่ นกในฝูง (อย่างน้อยก็ 1 ตัว) จะคอยส่งเสียงร้องเป็น ‘ยาม’ อยู่ตลอด

นกขุนแผน เข้ากินซากตลอดในช่วงที่สัตว์อื่นไม่เข้ามา

เสียงของนกขุนแผนที่ลงกินซากร้องดังกระชั้นถี่ผิดปกติ หมาในคู่หนึ่งกำลังตรงเข้ามาที่ซาก เราไม่ได้จ้องมองซากตลอดเวลาหรอก เพียงสังเกตเสียงของนกที่ลงกินซาก หากมีสัตว์อื่นเข้ามา มันจะบินแตกฮือทันที พร้อมส่งเสียงร้องอย่างตกใจ
หมาในทั้งคู่เชิดหน้ามองไปรอบ ๆ เพียงครู่เดียว โดยไม่รีรอ พวกมันรีบตรงเข้ารุมกินซาก มันรุมกินอยู่พักใหญ่ แล้วก็จากไป ซากถูกกินไปมาก เมื่อเทียบกับสภาพของซากเมื่อตอนเช้า ราว 12.30 น. หมาในเจ้าของซากทั้งฝูงไม่ได้ไปไหนไกล เรายังมองเห็นพวกมันนอนพักอย่างสบายอารมณ์ อยู่ในบริเวณนี้ ช่วงเวลาในซุ้มบังไพร หากไม่นับรวมเวลาที่สัตว์เข้ากินซากแล้วล่ะก็ นั่นหมายถึงความเงียบสงัด ยกเว้นเสียง “แกรก กราก” บางหนที่เกิดจากขยับตัวของเรา เพื่อขับไล่ความเมื่อยขบและเหน็บชาออกไปบ้าง

หมาในเข้ารุมกินซากแม่กวางที่มันล่าได้ ไม่นานนัก ช่วงกลางท้องก็ลึกโบ๋
“พี่ หมาจิ้งจอก” ผมสะกิดเรียก เมื่อเห็นร่างสีน้ำตาลอมเทาของหมาป่าอีกชนิดหนึ่ง แต่มีขนาดเล็กกว่าหมาใน มันมักออกหากินเพียงลำพังหรือบางครั้งก็เป็นคู่ อาหารหลักที่มันล่าจึงเป็นสัตว์ขนาดเล็ก เช่น นก หนู แย้ กิ้งก่า เขียด ฯลฯ รวมทั้งถ้าเจอซากมันก็ไม่รีรอที่จะเข้ามากินเช่นกัน เหลืออีกราว ๆ 10 เมตรเห็นจะได้ หมาจิ้งจอกหันหลังกลับวิ่งไปทางเดิม ด้วยโดนเจ้าของซากทั้งฝูงช่วยกันไล่ หมาในฝูงนี้มีอยู่ทั้งหมด 6 ตัว ในจำนวนนั้น มีตัวเต็มวัย 4 ตัว มีตัวเด็กอีก 2 ตัว “ซากที่ล่ามาได้ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องแบ่งปันใคร แต่เมื่อเฝ้ามองซากกวางตรง ก็คล้ายว่า ความจริงจะฉายภาพอีกด้านให้เราได้รับรู้”


หมาจิ้งจอกเข้ามาในช่วงที่หมาในไม่อยู่ ซ้ำยังหวงก้างนอนเฝ้าอีกต่างหาก

ช่วงเวลา 14.00 น. หมาจิ้งจอกปรากฏขึ้นอีกหน ครั้งนี้มันทำสำเร็จ หมาในไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้น มันเดินอย่างระวังเข้าหาซาก ด้วยไม่ใช่ซากที่มันล่าได้เองกระมัง มันจึงดูระแวดระวังมากเป็นพิเศษ มองซ้ายทีขวาทีกว่าจะเข้ามาถึงซากได้ แต่แทนที่มันจะรีบกินแล้วรีบไปอย่างที่หัวขโมยควรทำ มันกลับกัดกินเนื้อเพียงนิดเดียว แถมยังนอนอย่างสบายใจอยู่ข้าง ๆ ซากนั้นนานเกือบ 30 นาที ซ้ำยังทำหวงก้างไล่นกขุนแผนที่จะเข้ามาอีก
เสียงเดิน “ซวบ ซาบ” รอบนอกบังไพร เมื่อส่องดูจึงรู้ว่า เป็นหมูป่าโทน- – หน้าตาของมันก็คล้ายกับหมูบ้าน อู๊ด อู๊ด ที่เราคุ้นเคยกัน ต่างแต่เพียงดูออกกำยำกว่าเท่านั้น รวมทั้งตัวเต็มวัยจะมีเขี้ยวยาวโง้วขึ้นมา และขนตั้ง ๆ ตามลำตัวสีดำก็ช่วยให้มันดูกำยำขึ้นไปอีก ใช่ครับ! มันก็เข้ามาบริเวณนี้หวังกินซากเหมือนกัน นอกจากอาหารใต้ผิวดินจำพวก หัวเผือก หัวมัน รากไม้ต่าง ๆ อันเป็นอาหารหลักของมันแล้ว หากมีซากสัตว์อยู่ มันก็ไม่รีรอ
เกือบ 17.00 น. เราเก็บของรวมถึงบังไพรด้วย “สิ่งมีชีวิตตัวหนึ่งที่ตายลงในป่า ด้วยคมเขี้ยวหรือกรงเล็บของสัตว์ผู้ล่า มันไม่ใช่โศกนาฎกรรม แต่มันคือการเริ่มต้นของงานเลี้ยง” ขณะเดินกลับหน่วยพิทักษ์ป่า ภาพชีวิตต่าง ๆ ที่ฉายแสดงให้ผมเห็นหน้าบังไพร ทำให้ผมนึกข้อความข้างต้น ของ ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ ที่เขียนไว้ในหนังสือ “ชีวิตไพร ห้วยขาแข้ง”
เป็นความจริง เมื่อชีวิตหนึ่งในป่าตายลงไม่มีคำว่า “สูญเปล่า” เมื่อหมาในกินอิ่มแล้วปล่อยซากเอาไว้ นกขุนแผนจะเข้ามาทุกช่วงจังหวะ นอกจากนั้นยังมีสัตว์อีกหลายชนิดอย่าง หมาจิ้งจอก หมูป่า รวมถึง ชะมด หมีควาย หรือแม้แต่เสือดาวที่จะมากินซากยามค่ำคืน จนเหลือแต่กระดูกที่เม่นจะเข้ามาจัดการ ส่วนที่เหลือสุดท้ายก็ถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายกลายเป็นธาตุอาหารคืนสู่ดินกลับมาหล่อเลี้ยงพืชให้เจริญเติบโต มาเป็นอาหารให้กวางอีกที ชีวิตในธรรมชาติหมุนเวียนเป็นวัฎจักรไปตลอดอย่างนี้ เช่นกัน หากสัตว์ป่าตัวใดตายไปด้วยมือมนุษย์ สัตว์ที่ตายย่อมไม่มีค่าอันใดเลยต่อระบบนิเวศ และแน่นอนว่า มันคือ ‘โศกนาฎกรรม’
บทความจากเยาวชนนักอนุรักษ์
อุเทน ภุมรินทร์ เรื่องและภาพ
ถ้าเฝ้าซาก ต่อไปอีกหน่อย ท่าทางจะมี น้อง Varanus มาแจมฮิตด้วยแน่เลย
สุดๆเลย พี่ ต้องไปเจอของจิงมั่งแล้ว อย่างงี้
อยากแก้ชื่อเรื่อง เป็น “หนึ่งซาก ต่อชีวิตได้อีกหลายชีวิต”
เพราะเป็นซากแล้วย่อมไม่มีชีวิต จึงไม่น่าจะใช้ว่า “ซาก หนึ่งชีวิต….”
ทุกชีวิต หากกำเนิดมา และ ดับไป ตามที่ธรรมชาติจะนำทางไป
ย่อมไม่สูญเปล่า
ทุกชีวีต มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ไม่ทางตรง ก็ อ้อม
บางที การอยู่ โดยใช้ “สัญชาตญาณ” อาจดีกว่า การอยู่ โดยใช้ “สมอง”
เกิดเป็นมนุษย์ ดีกว่าสัตว์เดรัจฉาน
แต่ดำรงชีวิตอย่างโง่เขลา ..
*เมื่อไหร่จะสันติ 55
เหมือนจะเคยอ่านแล้วนะตอนที่มันเป็นแผ่นกระดาษ แต่ไม่น่าจะใช่มั้ง เพราะมันหลายเรื่องราวเหลือเกิน ขอบใจมากนะเพื่อน เดินตามถนนสายนี้ต่อไปนะ กำลังใจจาก LEO และลุงไก่
ป่าที่สมบูรณ์ย่อมมีผู้ล่าและผู้ถูกล่า เป็นไปตามกฏของธรรมชาติ ขอเพียงเราเฝ้าแต่มองอย่ากลายเป็นผู้ล่าที่เล่นนอกกฏของธรรมชาติ สัตว์นักล่าเป็นเพียงผู้ล่าไม่ใช่ผู้ทำลาย มนุษย์เป็นทั้งผู้ล่าและผู้ทำลาย
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ ครับ จะคอยติดตามผลงานต่อๆไปคับ
ขอบคุณครับ เขียนได้ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อหาและอารมย์ครับ
ขอชื่นชมฝีมือการถ่ายภาพของช่างภาพนะครับที่อดทนจนได้ภาพขนาดนี้
สุดยอดเลยครับ ถ่ายได้ช็อดเด็ดๆ มา