ฤาจะไม่มี ‘สัตว์ป่า’ อีกต่อไป

ฤาจะไม่มี ‘สัตว์ป่า’ อีกต่อไป

ถ้าให้คุณนึกถึงสัตว์ป่าในธรรมชาติสักตัว ภาพบรรยากาศมันจะเป็นเช่นไรคุณอาจนึกถึงฝูงกวางป่า ที่นำฝูงโดยกวางเพศผู้ร่างกายกำยำ เขายาวทั้งคู่โค้งงาม ยืนเชิดหน้า มองไปรอบๆ คุมฝูงกวางสาว กับลูกน้อย ออกเล็มหญ้าในทุ่งกว้าง หรือเป็นฝูงลิงป่าสักฝูง ที่จ่าฝูงคือลิงตัวผู้แข็งแรง และเป็นผู้นำทาง พาลิงสาวและบรรดาลูกๆ ของเธอและเขา มายังต้นไทรใหญ่กลางป่าดิบแล้ง ที่ยามนี้ ลูกไทร อาหารอันโอชะออกสะพรั่งอยู่เต็มต้น หรือ……… อีกหลายความคิดที่คุณจะนึกไปได้ แต่บางที ในความเป็นจริง ภาพสัตว์ป่าในวันเวลานี้ ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น


ใครที่เคยขึ้นไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ. นครราชสีมา คงเคยเห็นฝูงลิงป่าออกมานั่ง หรือเดินตามถนนกันบ้าง แล้วพอขึ้นไปกางเตนท์นอนบนลานกางเตนท์ที่ทำการอุทยานฯ หรือที่ผากล้วยไม้ คงจำได้ว่า มีกวางป่าตัวโตๆ มาเดินป่วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ อาจมีบางความทรงจำร้ายๆ ที่โดนสัตว์พวกนี้ ขโมยเอาอาหารที่เตรียมมา ไปกินก่อนคุณทั้งฝูงลิงกัง และกวางป่า สัตว์พวกนี้ คือ สัตว์ป่า ที่ครั้งหนึ่งเคยหากินในป่า แน่นอนว่า อาหารของมันต้องแตกต่างจากคนเรา ไม่ใช่ เศษอาหาร อาหารกระป๋อง หรืออะไรก็ตาม ที่มันพร้อมรับทุกอย่างที่นักท่องเที่ยวหยิบยื่นให้ และฉวยเอา ทุกครั้งที่คุณเผลอ


แล้วเหตุใด พวกมัน จึงเลือกที่จะเดินหาเศษอาหาร เข้าหาผู้คน ไม่ดำรงชีวิตไปอย่างที่สัตว์ป่าอย่างพวกมันควรจะเป็นมาดูกันที่ฝูงลิงกังที่เรามักพบมันยกฝูงกันมา อย่างน้อยก็หลักสิบตัวขึ้น กระจายทั่วรายทางขึ้นอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทั้ง 2 ด้าน ไม่ว่า เราจะขับรถขึ้นทางปราจีนบุรี หรือทางปากช่อง ที่ฝูงลิงมารอกันอย่างนี้ ไม่ใช่รอเพื่อข้ามถนนไปยังป่าฝั่งตรงข้ามอย่างแน่นอน ที่พวกเขารอคือ เศษอาหารจากนักท่องเที่ยว ถึงแม้ว่า ทางอุทยานฯ จะมีป้ายประกาศเตือน “ห้ามนักท่องเที่ยวให้อาหารสัตว์ป่าโดยเด็ดขาด” แล้วก็ตาม


ครั้งหนึ่ง ผมนั่งอยู่หลังรถกระบะที่ขออาศัยลงมาจากเที่ยวเขาใหญ่ รถตู้ที่บรรจุนักท่องเที่ยวมาเต็มคัน ซึ่งตามหลังรถที่ผมอาศัยมา ชะลอรถ ข้างๆ ถนน คือ ฝูงลิงกังฝูงหนึ่ง คนในรถลดกระจกลง เศษผลไม้จำนวนหนึ่ง ถูกโยนออกมา ฝูงลิงกรูกันเข้ามารับเศษอาหาร เสียดาย ที่ผมไม่มีกล้องถ่ายรูปในเวลานั้น เพราะ ภาพที่ปรากฎเบื้องหน้า ฉากหลังมันคือ ป้ายห้ามนักท่องเที่ยวให้อาหารสัตว์ป่า ด้วยไม่ต้องใช้พลังงานออกหาอาหารในธรรมชาติ และได้อาหารกินอย่างแน่นอน ลิงกังก็เรียนรู้ ว่าต้องทำอย่างไร พฤติกรรมสัตว์ป่าก็เปลี่ยนไป พวกมันไม่หาอาหารในธรรมชาติกินเองอีกแล้ว “ห้ามลิงทุกตัว รับอาหารจากนักท่องเที่ยว ญาติพี่น้องเสียชีวิตกันมามากแล้ว ประกาศ จากเจ้าพ่อเขาใหญ่” ป้ายเตือนนักท่องเที่ยวทำนองนี้ ก็มีปรากฏให้เห็นด้วย แต่ดูเหมือนว่า นักท่องเที่ยวบางคนอาจขับรถเร็วเกินไป เร็วจนไม่ทันอ่านป้ายห้ามเหล่านี้ ในบางครั้ง ขับเร็วจนชะลอรถไม่ทัน เมื่อมีสัตว์ป่าอยู่บนถนนข้างหน้า บ่อยครั้ง ที่โศกนาฎกรรมเกิดขึ้น เรามักพบร่างไร้วิญญาณของสัตว์ป่าอยู่บริเวณถนน รวมทั้งซากลิงกังบางตัวที่ก่อนหน้านี้ มันคงมารออาหาร


เหตุที่ทางอุทยานฯ ต้องห้าม เพราะการให้อาหารสัตว์ป่าเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมของสัตว์ป่า ลองนึกตามนะครับ อย่างฝูงลิงกัง ที่กินพืช ผลไม้ป่าเป็นอาหารหลัก เมื่อกินเสร็จ ลิงเคลื่อนย้ายหากิน แล้วไปถ่ายมูลอีกที่หนึ่ง เมล็ดไม้ที่มันกินเข้าไป ก็จะไปงอกเป็นต้นกล้ายังที่แห่งนั้น ถ้าบริเวณนั้น มีปัจจัยอย่างความชื้น แสงแดด เพียงพอต่อการเติบโตของต้นกล้า เมื่อลิงกังทั้งฝูง เปลี่ยนพฤติกรรมดั้งเดิม แล้วใครจะทำหน้าที่กระจายพันธุ์พืชล่ะครับ อ้าว! ก็ไม่เห็นเป็นไร ให้สัตว์กินลูกไม้ ชนิดอื่นทำหน้าที่แทนก็ได้นี่ เราต้องนึกภาพก่อนว่า พืชในป่ามีอยู่หลากหลายสายพันธุ์มาก พืชบางชนิด อาจจะจำกัดเฉพาะลิงเท่านั้นที่กิน นกเงือกอาจไม่กินผลไม้ชนิดนี้ก็ได้ คือ สัตว์และพืชอาหารในป่ามีความจำเพาะกัน เช่น ต้นเพกา ที่ดอกจะบานตรงกับช่วงเวลาที่ค้างคาวเล็บกุดออกหากินพอดี ดังนั้น จึงจำเพาะว่า ต้องเป็นค้างคาวชนิดนี้เท่านั้น ที่เป็นผู้ผสมเกสรให้ แล้วเมื่อฝูงลิงกังเข้ากินลูกไทร พวกมันเหมือนจะกินทิ้งกินขว้าง ทั้งขย่มเขย่าลูกไทรหล่นลงพื้นด้วย กรณีนี้ นกหรือสัตว์ที่ไม่สามารถขึ้นมากินลูกไทรบนต้นได้ อย่างเช่น ไก่ป่า ก็ได้กินลูกไทรด้วย นี่คือ ความสัมพันธ์ พึ่งพิงกัน ถ้าไม่มีลิงกัง สัตว์ที่ขึ้นไปกินไม่ได้ จะทำอย่างไร


ส่วนกวางป่าที่เดินไปมาตามลานกางเตนท์ และเข้าหาคน อาหารของกวางป่าไม่ใช่หญ้าอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีพืชจำพวกไม้พุ่ม และลูกไม้ป่าหลายชนิด เช่น ลูกมะกอกหนัง ลูกกระบก ลูกตะคร้อ เป็นต้น หากใครเคยเดินป่า คงเคยพบกองเมล็ดผลไม้ ที่ถูกกินเนื้อไปแล้ว อยู่ตามโคนไม้ หรือพุ่มไม้ในป่า คือกวางป่าจะกินลูกไม้เหล่านี้จากใต้ต้นที่ออกผล แล้วมาหาที่ปลอดภัย จากสัตว์ผู้ล่า นอนเคี้ยวเอื้องกินเนื้อผล แล้วก็สำรอกเมล็ดออกมา เมื่อมีปัจจัยต่อการงอกที่เหมาะสม เมล็ดไม้เหล่านี้ จะงอกเป็นต้นกล้า แล้วเติบโตเป็นไม้ใหญ่ต่อไป เช่นกัน ถ้ากวางป่ามาเดินคุ้ยขยะ รออาหารจากนักท่องเที่ยวกันทุกตัว ใครจะทำหน้าที่กระจายพันธุ์ไม้เหล่านั้น ด้วยเมื่อเข้าใกล้คน นอกจากมีอาหารให้กินแล้ว ยังเป็นการหลบหลีกสัตว์ผู้ล่า อย่างหมาใน เพราะหมาในคงไม่เข้ามาในที่มีคนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ ห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติที่ถ่ายทอดพลังงาน ด้วยการกินต่อกันเป็นทอดๆ ของระบบนิเวศก็ขาดช่วง การคัดเลือกสายพันธุ์สัตว์ที่เป็นเหยื่อ อย่างกวางป่า ซึ่งสัตว์ที่อ่อนแอ ต้องถูกหมาในล่า คัดออก จากธรรมชาติ ไม่ให้ยีนด้อยเหล่านี้ส่งต่อไปยังรุ่นลูกของกวางป่าได้ ก็คงไม่ได้ทำ

ต่อไป เราคงมีแต่กวางป่า อ่อนแอ ขนหลุดร่วง ที่หาอาหารกินเองไม่เป็นแล้ว เต็มอุทยานแห่งชาติไปหมด แล้วป่าจะเป็นป่าต่อไป ได้อย่างไรเพียงแค่ความเอ็นดู เมตตาต่อสัตว์ป่า การหยิบยื่นอาหารให้มัน จากบุญที่เราคิดว่าจะได้ บาปเหมือนจะส่งผลมาก่อน บาปที่ตรงหาสัตว์ป่าเป็นอันดับแรก หลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีกวางป่าตาย อย่างไร้สาเหตุ เมื่อผ่าซากชันสูตรหาสาเหตุดู จึงพบว่า ข้างในกระเพาะของมันอัดแน่นไปด้วยถุงพลาสติก ยังมีกวางป่าอีกตัวที่กีบตีน ไปเหยียบกระป๋องปลากระป๋อง ที่นักท่องเที่ยวไม่ทิ้งในถังขยะ แล้วมันคงไปคุ้ยเลียกินเศษอาหารข้างใน ใช้ตีนเขี่ยจนเข้าไปติดอยู่ในนั้น นานวันเข้า ขอบปากกระป๋องก็ค่อยๆ บาดตีนมันจนเป็นแผลลึก หากไม่มีคนเห็น แล้วแจ้งให้สัตวแพทย์สัตว์ป่ารักษา ไม่นาน ข้อตีนของมันคงขาด แล้วขาข้างนั้นก็เป็นแผลเรื้อรัง สุดท้าย ม่านชะตาชีวิตของกวางโชคร้ายคงต้องปิดฉากลง

ผลกระทบอาจมีมากกว่าที่เราคิด อย่างเช่น กรณีหมีสีน้ำตาล (Brown Bear) ในอเมริกา ซึ่งประชากรหมีส่วนหนึ่งอาศัยอยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellow Stone National Park) ด้วยอยากให้นักท่องเที่ยวได้ชมสัตว์ป่า ทางอุทยานฯ ถึงกับสร้างอัฒจันทร์สำหรับนักท่องเที่ยวไว้ให้อาหารหมี เพื่อชมหมีที่มากินอาหาร วันเวลาผ่านไป เริ่มมีนักท่องเที่ยวที่ไปพักแรมในป่าถูกหมีรื้อทำลายเตนท์ เพื่อขโมยอาหาร ระหว่างเดินป่า โดนหมีเข้ามาทำร้าย จนในปัจจุปัน ที่นั่น ต้องมีกรงขนาดใหญ่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวกางเตนท์แคมปิ้งอยู่ในนั้น เพื่อความปลอดภัยจากหมี เมื่อหมีเรียนรู้ ว่าเมื่อพบคน ย่อมมีอาหารให้กิน มันจึงเลือกที่จะเข้าหาคน และทำทุกวิถีทางให้ได้อาหารมา ไม่ใช่นิทาน เรื่องแบบนี้ เกิดขึ้นที่เมืองไทยแล้วเช่นกัน เคยมีเตนท์นักท่องเที่ยวถูกรื้อกระจัดกระจาย โดยกวางป่าหรือลิงกัง ที่เข้าไปค้นหาอาหารในนั้น บ้านพักเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เคยโดนลิงกังบุกครัวในบ้าน ไม่ใช่แต่เฉพาะอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อีกหลายที่ อย่างเช่น อุทยานแห่งชาติภูกระดึง จ. เลย ก็มีสถานการณ์ไม่ต่างกัน

ที่ใด มีสัตว์ป่า มีนักท่องเที่ยวที่เอ็นดู เมตตาสัตว์ ด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หนทางข้างหน้า ของสัตว์ป่าอื่นๆ ก็คงไม่ต่างจากกวางป่าหรือลิงกังที่เขาใหญ่ แล้วสุดท้าย ภาพกวางป่าตัวผู้กำยำ พาเมียสาวและลูกน้อย ออกหากินในทุ่งกว้าง ภาพลิงกังฝูง เข้ากินลูกไทร ขย่มลูกไทรร่วงลงพื้น เผื่อแผ่สัตว์ตัวอื่นที่ขึ้นมากินบนต้นเองไม่ได้ ก็คงเหลืออยู่เพียงในนิทาน หรือในนิยาย ที่ต้องขึ้นต้นด้วยคำว่า กาลครั้งหนึ่ง…

บทความโดย
อุเทน ภุมรินทร์

15 ความเห็น »

  1. varanus Says:

    varanus ก็เดือดร้อนครับ ตามลิ้ง

    http://varanidae.org/Vol3_No1-Duengkae_and_Chuaynkern.pdf

    comment-bottom
  2. nart Says:

    เมื่อมีป่าจึงมีสัตว์ป่า เมื่อไม่มีป่าจึงมีสัตว์เลียง เมื่อไม่มีสัตว์เลี้ยง สัตว์ก็คืออาหาร เมื่อไม่มีอาหารจึงมีสงคราม นี่หนอมนุษย์

    ช่วยกันรักษาป่าเพื่อลูกหลานของเรา

    เป็นกำลังใจให้

    comment-bottom
  3. ฟอเรสต์ชี่ Says:

    อย่าให้ถึงวันนั้นเลย …

    comment-bottom
  4. อุเทน Says:

    ตามไปดูแล้วน่ะครับ คุณวรานุส ขอบคุณมากครับ ได้ความรู้อีกเพียบ น่าสนใจมาก เวปที่นำมาฝาก

    comment-bottom
  5. เพื่อนพ้อง Says:

    น่าเอาไปลง Facebook นะทอม จะได้มีคนอ่านเยอะๆ

    comment-bottom
  6. ไอ้ลิงเผือก Says:

    คนมา ป่า+สัตว์ป่าหมด

    comment-bottom
  7. สัตว์ป่า Says:

    สูญสิ้นสัญชาติญาณ

    comment-bottom
  8. ขวัญ Says:

    ความนี้ต้องขยาย

    comment-bottom
  9. mufaza Says:

    สันดานคนมักง่ายนัก …. เข้าใจเรื่องธรรมชาติน้อยมาก

    comment-bottom
  10. ข้าพเจ้า Says:

    อันนี้อยากจะถามตรงๆแบบชาวบ้านเลยนะคะ ป่าในสายตาชาวบ้านนั้นมีเพียงต้นไม้ก็พอ ถ้านึกถึงป่าสมบูรณ์คือป่าที่ที่มีต้นไม้หนาแน่น สัตว์มีไว้ทำไม
    อยากให้ช่วยตอบนะคะ คืออยากจะไปสื่อกับคนอื่นแบบง่ายๆ
    “ในป่ามีเสือ มีกวาง มีต้นไม้ อนุรักษณ์เสือซิ เสือจะมากินกวาง กวางจะได้ไม่กินต้นไม้จนหมด”
    ลองคิดอีกที”แล้วถ้าไม่ต้องมีกวางเลลยล่ะ”
    ไม่ได้มากวน…นะคะ มันเป็นปัญหาในการสื่อสารกับชาวบ้าน ที่มีมานาน เราพูดกับคนในวงการรู้เรื่องแต่พูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง

    comment-bottom
  11. ข้าพเจ้า Says:

    ป่าที่มีแต่ต้นไม้ขึ้นกันหนาแน่นมันมีโทษรึเปล่าค่ะ

    comment-bottom
  12. อุเทน Says:

    ขอบคุณ คุณข้าพเจ้าสำหรับคำถามครับ ถ้าไม่มีกวางเลยนั่น เป็นคำตอบเดียวกัน กับไม่มีกวางที่เป็นกวางป่าหากินเองตามธรรมชาตินั่นแหละครับ คือ หากไม่มีกวางในป่า หน้าที่การกระจายเมล็ดพันธ์พืชที่กวางกินเป็นอาหารก็หายไป เมื่อเวลาผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ชนิดพืชที่เคยมีกวางกระจายพันธุ์ก็จะหายไปได้ในที่สุด จึงอยู่ มันอาจมีสัตว์ชนิดอื่นที่พาเมล็ดของต้นเดียวกันนี้ ไปปลูกได้ แต่อาจได้ระยะทางน้อยกว่า อย่างนี้เป็นต้น
    ถ้าให้ผมสมมุติเอาง่ายๆ ก็คือ อยากเช่นเรามี คุณยายที่อยู่กับเรา เราเคยได้กินขนมตาล,ขนมครก,ขนมหม้อแกง พอคุณยายของเราจากไป เราอาจได้กินอย่างนั้น จากคุณแม่ แต่เราอาจไม่ได้กินขนมตาล เพราะว่า แม่ทำไม่เป็น เปรียบเทียบกับสัตว์ป่า ที่แต่ละตัว มีความจำเพาะกับพืชพันธุ์ที่มันอาศัย คือ สัตว์ป่าทุกตัวมีหน้าที่ นอกจากเสือจะกินกวาง เพื่อควบคุมปริมาณไม่ให้มีมากจนพันธุ์พืชในป่าเติบโตไม่ทันแล้ว ยังคอยกำจัดสัตว์ที่อ่อนแอออกจากระบบนิเวศ ไม่ให้พันธุกรรมที่ไม่ดีนี้ส่งต่อไป เช่น อย่างหากเรามีเครือญาติที่มีพันธุกรรม โรคออทิสติก ลูกเราก็มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคนี้ เป็นต้น

    ส่วนคำถามที่ว่า ป่าที่มีต้นไม้หนาแน่นนั้นเป็นโทษหรือเปล่านั้น ต้องดูในรายละเอียดครับ เช่น หากป่านั้นดูมีพรรณไม้ทึบไปหมด แต่เข้าไปดูใกล้ๆ กับเป็นต้นกระถินยักษ์ มันก็ไม่ใช่แล้ว หากพืชที่หนาแน่นเป็นพืชต่างถิ่นที่คนเอามาปลูก ย่อมมีผลกระทบ ซึ่งอาจทำให้พันธุ์ไม้ดั้งเดิมในพื้นที่หายไปหรือสูญพันธุ์ เพราะชนิดพันธุ์ดั้งเดิม ไม่ได้ปรับตัวหรือวิวัฒนาการเพื่อการแข่งขัน ซึ่งพันธุ์ไม้ที่นำเข้ามาอาจมี เช่น ทนแล้งได้มากกว่า มีสารยับยั้งการเติบโตของต้นพืชข้างเคียงที่ปล่อยออกมา ทำให้พืชอื่นๆ ขึ้นไม่ได้ในบริเวณนั้น เป็นต้น
    และต้องดูถึงรายละเอียดของแต่ละป่าครับ อย่างเช่น ป่าเต็งรังก็ต้องมีช่วงแล้งเด่นชัด ป่าโปร่งๆ อย่างป่าเต็งรัง เราเห็น จะบอกว่าไม่สมบูรณ์ก็ไม่ถูกต้อง เพราะสภาพป่าเต็งรังก็ไม่ได้มีพันธุ์ไม้ขึ้นทึบเหมือนป่าดิบ คือมีช่องว่างที่แสงส่องลงมาได้มาก เช่น เราเห็นว่า หากปล่อยให้ไฟป่าเข้าไปในป่าเต็งรังก็จะทำให้ป่าเสียหาย แต่พอเราไปกันไฟ ไม่ให้เข้าป่าเต็งรัง สักสิบปี ป่าเต็งรังเริ่มมีพันธุ์ไม้ดิบแล้งเข้ามาแล้ว ป่าเริ่มเปลี่ยนสภาพไปเป็นอีกสังคมหนึ่ง เพราะการเปลี่นแปลงขององค์ประกอบ เพราะไฟป่า เป็นองค์ประกอบหนึ่งของป่าเต็งรัง สังเกตได้จากเปลือกของต้นไม้ในป่าเต็งรังที่จะมีเปลือกหนาไว้ป้องกันเนื้อเยื่อภายในเมื่อไฟป่ามา ซึ่งไฟป่ามักเกิดขึ้นช่วงเดือนธันวาคมถึงมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศแห้ง และใบไม้ของต้นไม้ในป่าเต็งรังผลัดใบลงมา เป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เมื่อไฟป่าเข้า ผืนป่าโล่งเตียน เมื่อเมล็ดไม้ตกลงไปที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม ก็จะเกิดเป็นต้นกล้าขึ้นมาครับ

    comment-bottom
  13. varanus Says:

    ระบบนิเวศ ค่อนข้างสลับซับซ้อน อธิบายพร้อมยกตัวอย่างให้เห็นภาพ แบบ 1+1= 2 ลำบากมาก และยังไม่เห็นมีใครยกตัวอย่างได้ชัดเจน
    ทั้งนี้เนื่องจากหากได้ผลลัพธ์ จากระบบนิเวศ เท่ากับ 2 นั้น ไม่จำเป็นต้องจาก 1+1 เสมอไป

    ดังนั้นหากคิดจะเรียนรู้หรืออยากจะทราบรายละเอียด และเข้าใจระบบนิเวศมากขึ้น ต้อง ขยันไฝ่หาความรู้ และรักที่อยากจะเรียนรู้
    แล้วจะค่อยๆ พบคำตอบที่เด่นชัด ขึ้นมาเอง
    (ส่วนตัวแล้วยังไม่เห็นมีใคร ฟังบรรยายเรื่องระบบนิเวศ แล้วจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลย )

    comment-bottom
  14. N''forestry Says:

    นี้แหละหนอคือสัจธรรมแห่งการดำเนินชีวิต
    มนุษย์ซึ่งเป็นผู้กำหนดกฏเกณฑ์เองแท้ๆๆ……แต่สุดท้ายคนที่แหกกฏก้อคือมนุษย์เอง…สูญสิ้นเมื่อมีความต้องการที่ไม่รู้จักพอ

    ความนี้ต้องขยายต่อไปสิน่ะน่าลงเฟรสบุค

    comment-bottom
  15. คนป่า Says:

    ถ้าไม่มีสัตว์ป่า อีกหน่อยก้อจะไม่มีคน …

    comment-bottom

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URL

ใส่ความเห็น