นกเค้าจุด…นักล่าแห่งรัตติกาลกลางกรุง

นกเค้าจุด…นักล่าแห่งรัตติกาลกลางกรุง

B001

ท่ามกลางความมืดและสายตา (แปลกๆ) ของนิสิตที่เดินผ่านไปมา ช่วงหัวค่ำหลังเลิกเรียน ในกลางฤดูฝนของปีนี้ พวกเขามองมายัง กลุ่มคน 5-6 คน ด้วยสายตาสงสัย ที่ส่องไฟฉายไปมายังต้นจามจุรีใหญ่ข้างสนามกีฬา แน่นอนกลุ่มคนเหล่านั้น ต้องมีคำตอบว่า ที่เขากำลังส่องหาและจ้องมองนั้น คืออะไร
เด็กหนุ่มสาวจำนวน 5-6 คนเหล่านั้น เป็นนิสิตคณะวนศาสตร์ เรียนสาขาวิชาเอก ด้านวิทยาศาสตร์สัตว์ป่า ที่กำลังด้อมๆ มองๆ แถมมีไฟฉายส่องเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของนกเค้าจุด จำนวน 3 ตัว ซึ่งกำลังบินไปมาในความมืด ระหว่างกลุ่มต้นจามจุรีใหญ่ริมทางเดิน ไม่แปลกที่ที่จะทำให้นิสิตหลายคนเกิดความสงสัยในพฤติกรรมเหล่านี้ แล้วจะมาส่องมันกันไปทำไมนะหรือ คืออย่างนี้ครับ เรามาสังเกตพฤติกรรมเจ้านกตัวนี้ ก็เพื่อเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ของสัตว์ป่า (หมายถึงสัตว์ที่เกิดขึ้นและเติบโตเองโดยธรรมชาติ ไม่จำเป็นว่า ต้องอาศัยอยู่ในป่าเสมอไป) กับสิ่งแวดล้อม ทั้งที่มีชีวิตอย่างอาหารที่มันกินเข้าไป นกเค้าจุด เป็นนกนักล่า จึงมีความสัมพันธ์กับสัตว์หลากประเภทที่เป็นอาหาร รวมถึงความสัมพันธ์สภาพแวดล้อมที่ไม่มีชีวิต อย่างพวกที่มันเกาะนอน บริเวณที่หากิน ฯลฯ ความสัมพันธ์ที่กล่าวมาทั้งหลายแหล่นี้ เรียกกันว่า “นิเวศวิทยาสัตว์ป่า (Wildlife ecology)” ซึ่งเป็นรายวิชาหนึ่งที่นิสิตที่ร่ำเรียนด้านสัตว์ป่านั้นต้องเรียน สิ่งหนึ่งในการเรียนวิชานี้ ก็คือ โครงการศึกษานิเวศวิทยาของสัตว์ป่าในรั้วมหาวิทยาลัยของเรา
กลุ่มของเรา ตกลงใจกันในหัวข้อ “อุปนิสัยการกินอาหารของนกเค้าจุด ช่วงฤดูฝนในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน)” พูดง่ายๆ ก็คือ เราต้องรู้ให้ได้ว่า นกชนิดนี้ มันกินอะไรอาหารในช่วงฤดูฝนนี้บ้าง แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันกินอะไรเข้าไปบ้าง? มันเป็นนกกลางคืนอย่างนี้ ไม่ต้องนั่งถ่างตาจ้องมันยันเช้าเลยเหรอ? หลายคนอาจสงสัยจนเกิดคำถามเช่นนี้ เอาล่ะครับ เรื่องนี้ เราลองมาทำความรู้จักกับมันเสียก่อน แล้วเราจะรู้ว่า การศึกษาเรียนรู้ อีกชีวิตหนึ่ง ‘ไม่ยาก’ อย่างที่เราคิด รู้จัก นกเค้าจุด ก่อนอื่นเรามารู้จักหน้าตาของมันกันเสียก่อน นกเค้าจุด เป็นนกขนาดเล็ก ขนาด 19-21ซม. หัวมีขนาดใหญ่และมีลักษณะกลม ตัวออกไปทางกลมๆ ป้อมๆ บวกตาโตๆ สีเหลืองและมีคิ้วสีขาวเด่นชัด แถมขนสีขาวที่ปกคลุมบริเวณหน้าและรอบปาก ทำให้ผมนึกอยากเรียกมันว่า ‘นกเค้าซานตาคลอส’ เสียทุกทีไป ลำตัวด้านบนสีเทาน้ำตาล มีลายจุดสีขาวกระจายทั่วไป จนเป็นที่มาของชื่อ อกและสีข้างเป็นลายสีเทาสลับขาว ส่วนท้องนั้นก็เป็นสีขาวเทามีจุดประ เพศผู้เพศเมีย ไม่ต่างกันจนสามารถแยกได้ด้วยสีลำตัวหรือลักษณะภายนอก

B007นกเค้าจุดเป็นนกประจำถิ่น (หมายถึง นกที่อาศัยอยู่ในไทยตลอดเวลา ตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่ได้อพยพ ไปอาศัยที่อื่น) สามารถพบได้บ่อย แม้แต่กลางเมือง อย่างกรุงเทพฯ ขอเพียงมีที่สงบสักหน่อย มีแหล่งหาอาหาร แนวสุมทุมพุ่มไม้ให้ได้เกาะนอน พบได้ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ส่วนนอกจากประเทศไทย แล้วยังมีการกระจายพันธุ์ในอิหร่าน อินเดีย จีน ด้านตะวันตกเฉียงใต้ และด้านตะวันออกเฉียงใต้ ยกเว้นมาเลเซีย อีกสักนิดครับ  เอ…  มันชื่อว่า นกเค้า มันเป็นนกหากินกลางคืนใช่ไหม? มันเกี่ยวอะไรกับนกเค้าแมว นกฮูกตาโต หรือนกแสกพวกนั้นไหม? ตอบให้อย่างไม่ลังเลเลยว่า ใช่ครับ นกเค้าจุดเป็นนกกลุ่มเดียวกันกับนกในกลุ่มนกเค้าแมว ซึ่งนกพวกนี้แตกต่างจากนกทั่วๆ ไปที่หากินกลางวันอย่างไร? นอกจากรูปร่างหน้าตาที่เห็นแล้วมีอีกสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไปก็คือ ดวงตา  นกเค้าจุดนั้น มีดวงตาขนาดใหญ่และเป็นรูปทรงกระบอก ทำให้มันสามารถรับภาพได้ดี นอกจากนี้ ในจอตายังมีเซลล์แท่งอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเซลล์รูปแท่งเหล่านี้ สามารถรับภาพได้แม้ในสภาพที่มีแสงน้อยหรือในเวลากลางคืน และมีความไวต่อการเคลื่อนไหว ประกอบกับตาที่มีขนาดใหญ่ จึงทำให้รูม่านตา (pupil) มีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ดังนั้น จึงสามารถเปิดรับแสงได้อย่างเต็มที่ ทำให้นกเค้าจุดสามารถมองเห็นเหยื่อได้ดี ทั้งในเวลากลางคืนและกลางวัน
นอกจากดวงตาที่มีลักษณะพิเศษแล้ว ตำแหน่งดวงตาของนกเค้าจุดนั้น ก็ยังแตกต่างไปจากนกกลุ่มอื่นๆ กล่าวคือ ตำแหน่งดวงตาของมันได้เคลื่อนมาด้านหน้า ในตำแหน่งเดียวกันกับดวงตาของคนเรานั่นเอง และแม้ว่า พื้นที่การมองเห็นภาพของนกเค้าจุด (ประมาณ 110 องศา) จะแคบกว่า นกชนิดอื่นๆ (เช่น นกพิราบ ซึ่งอยู่ที่ 340 องศา) แต่ก็มีข้อดีตรงที่ ตาทั้งสองสามารถมองเห็นภาพได้พร้อมๆ กัน ทำให้นกเค้าจุดนี้ สามารถประเมินระยะทางของเหยื่อได้อย่างแม่นยำ แต่องศาการมองที่แคบและดวงตาไม่สามารถกรอกไปมาได้คล้ายกับดวงตาของมนุษย์ ซึ่งมิได้เป็นปัญหากับนกกลุ่มนี้แต่อย่างใด ผลจากการวิวัฒนาการ ทำให้พวกมันสามารถหันหัวไปทางด้านหลัง ได้มากถึง 180-270 องศา อันเนื่องมาจาก กระดูกคอที่มีจำนวนมากถึง 14 ชิ้น ด้วยความ ‘พิเศษ’ ของเจ้านกเค้าจุด ตามที่กล่าวมาแล้ว ทำให้มันสามารถออกล่าเหยื่อได้ในเวลากลางคืน หรือในบริเวณที่มีแสงน้อย โดยมันยังมีระบบฟังเสียงที่ดีเยี่ยม เนื่องจากใบหน้าที่เป็นวงกลมเหมือนจานรับเสียง อีกทั้งนกกลุ่มนี้ไม่มีหูชั้นนอก ถึงแม้ว่า บางชนิดจะมีขนยื่นยาว มองดูคล้ายหู อย่างที่เราคิดกันก็ตาม หากแต่พวกมันมีช่องเปิดหูขนาดใหญ่ จึงทำให้คลื่นเสียงสามารถเดินทางเข้าสู่หูชั้นใน ที่อยู่ในกะโหลกได้โดยตรงเลย แล้วอย่างนี้ เหยื่อที่มันกำลังจ้อง มีหรือที่จะรอดไปได้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามันกินอะไรบ้าง?  การศึกษาชนิดอาหารที่นกในกลุ่มนี้กินกันนั้น มีการศึกษาทั้งในต่างประเทศและประเทศไทย โดยดูจาก ‘สำรอก’ (Pellet) ของนกกลุ่มนี้ คงมีหลายคำถามที่ตามมาว่า ทำไมเราต้องศึกษาชนิดอาหารของนกกลุ่มนี้จากการสำรอก และการสำรอกหรือ Pellet ที่ว่านี้ มันเป็นอย่างไร ทำไมต้องสำรอก แล้วนกชนิดอื่นล่ะมีการสำรอกหรือไม่ เรามาไขข้อข้องใจกันไปพร้อมๆ กันเลย
Pellet ก็คือส่วนประกอบของอาหารที่นกเค้าแมว ไม่สามารถย่อยได้นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นส่วนที่ไม่มีประโยชน์ในด้านธาตุอาหาร อาจประกอบไปด้วย ขน กระดูก เกล็ด ชิ้นส่วนของแมลง ฯลฯ ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้ จะขึ้นอยู่กับจำนวนอาหารที่นกกินเข้าไป นกสำรอก pellet ออกมาวันละ 1-2 ครั้ง โดยมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถใช้ขนาดและรูปร่างของ pellet ในการจำแนกชนิดนกเค้าแมวได้ เช่น Eagle Owl มี pellet ขนาด 70-110 x 30-40 มิลลิเมตร ส่วนในนกเค้าแมวขนาดเล็ก pellet มีขนาด 34-40 x 15 มิลลิเมตร
นอกจากนี้ บริเวณที่หาอาหาร ฤดูกาล และการประสบความสำเร็จ ในการล่าเหยื่อในแต่ละครั้ง ยังส่งผลต่อขนาดของ pellet อีกด้วย ในวันที่มีพายุ ฝนตก จะมีผลทำให้ pellet ของนกแสกมีขนาดเล็กลง

นกเค้าแมวเป็นนกที่ไม่มีกระเพาะพัก (crop) ดังนั้น จึงทำให้อาหารที่กินเข้าไปนั้น ไหลลงสู่ระบบย่อยได้โดยตรง กระเพาะประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่ง เรียกว่า proventriculus ซึ่งบริเวณนี้จะผลิตเอนไซน์ กรด และสารต่างๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนเริ่มแรก ในการย่อยอาหาร โดยกระเพาะในส่วนนี้ จะมีประสิทธิภาพในการย่อยเป็นอย่างดี กระเพาะส่วนที่สอง เรียกว่า ventriculus หรือ gizzard ซึ่งในบริเวณนี้ ไม่มีการหลั่งสารใดๆ ออกมาเพื่อการย่อย โดยกระเพาะในส่วนนี้จะบางมาก เมื่อเทียบกับนกชนิดอื่นๆ ซึ่งบริเวณส่วนนี้ จะเป็นเสมือนเครื่องกรอง เพื่อคอยช่วยกรองสิ่งต่างๆ เช่น ขน ฟัน หนู กระดูก ก้าง หรือสิ่งอื่นที่กระเพาะส่วนแรกไม่สามารถย่อยได้เอาไว้ ไม่ให้ไหลลงสู่ลำไส้เล็ก โดยที่หลังจากที่นกกินอาหารเข้าไปแล้วหลายชั่วโมง gizzard จะบีบอัดอาหารส่วนที่ไม่ย่อยนี้ แล้วย้อนกลับออกมา ที่กระเพาะส่วนแรก ซึ่งเป็นการปิดกั้นระบบทางเดินอาหารของนกเค้าแมว ดังนั้น จึงทำให้นกเค้าแมวนั้นต้องสำรอกสิ่งต่างๆ เหล่านั้นก่อนที่จะกินอาหารเข้าไปใหม่
โดย pellet ที่สำรอกออกมานั้น จะมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงกับ gizzard ของนกเค้าแมวชนิดนั้นๆ ซึ่งขั้นตอนตั้งแต่ที่นกเริ่มกินอาหารเข้าไปจนกระทั่งสำรอกออกมานั้น ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง นกเค้าแมวสำรอก pellet ออกมาในเวลากลางวันบริเวณที่เกาะนอน หรือบริเวณใต้รังช่วงฤดูผสมพันธุ์ สำหรับในเวลากลางคืนสำรอกออกมา ในบริเวณที่นกหาอาหาร โดยที่นกเค้าแมวแต่ละชนิดนั้น มีช่วงเวลาและสถานที่ในการสำรอก pellet ที่แตกต่างกัน

สำหรับการศึกษาพฤติกรรมการกินอาหารโดยการวิเคราะห์ pellet ซึ่งส่วนใหญ่ศึกษากันในเฉพาะนกเค้าแมวนั้น เนื่องมาจากพฤติกรรมในการกินอาหารของนกเค้าแมวมีความแตกต่างจากนกผู้ล่าชนิดอื่นๆ คือ นกเค้าแมวกลืนกินอาหารที่ล่าได้เข้าไปทั้งตัว แต่สำหรับนกผู้ล่าชนิดอื่นๆ แล้วจะฉีกอาหารออกเป็นชิ้นๆ ก่อนกินเข้าไป นอกจากนี้ ระบบการย่อยของนกเค้าแมวยังไม่ค่อยดีนัก เมื่อเทียบกับนกผู้ล่าชนิดอื่นๆ ด้วยกัน
ทีนี้ รู้รายละเอียดแล้ว ไปตามหา นกเค้าจุด และ pellet ของมันกับพวกเรากันเลย

B002

บันทึก ‘นกเค้าจุด’

หลังจากหมดเงินกับค่าข้าวค่าน้ำไปหลายครา จากการนั่งประชุมงานกันตามร้าน อาหารหน้ามหาวิทยาลัยจนดึกดื่น เราก็ได้นิมิตหมายเริ่มต้นกันด้วยการเสาะ สำรวจหานกเค้าจุดทั่วทั้งมหาวิทยาลัยในเวลาพร้อมกัน โดยการแบ่งโซนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อันกว้างใหญ่ ขนาดแปดร้อยกว่าไร่นี้เป็น 6 โซน (ไม่ต้องสงสัยครับ ที่แบ่งเป็น 6 โซนเพราะกลุ่มเรามีคนอยู่ 6 คนน่ะ) เพื่อจะได้รู้ว่า ยังมีนกเค้าจุดอาศัยอยู่ตรงบริเวณไหนบ้าง  จากการสำรวจและเฝ้าสังเกต เราพบนกเค้าจุดทั้งหมด 3 กลุ่ม จำนวนรวมทั้งหมด 7 ตัว กลุ่มแรกน่าจะเป็นคู่ผัวเมียกัน มีด้วยกันอยู่ 2 ตัว สภาพบริเวณที่อาศัยเป็นกลุ่มต้นนนทรี (Peltophorum pterocarpum) ที่ปลูกไว้เป็นแถว 4 ต้น ติดกับตัวอาคารซึ่งเป็นหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัย เราพบพวกมันเป็นประจำ โดยมันจะเกาะคนละต้นกัน และมักเกาะที่กิ่งล่างสุดซึ่งห่างจากพื้นประมาณ สามถึงสี่เมตร พร้อมจ้องมองหาเหยื่อ หากพบก็จะบินโฉบจับเหยื่อที่พื้นด้วยกรงเล็บ แล้วค่อยนำมากินบนกิ่งไม้ที่เกาะอยู่แต่แรก ในการศึกษาชนิดอาหาร อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นนั่นแหละครับว่า เราต้องหาโพรงหรือที่เกาะพักนอนของนกเค้าจุดให้ได้ เพราะนกเค้าจุดจะเกาะนอนในโพรงหรือที่พักนอน ที่เดิมตลอดทั้งปี แน่นอนว่า pellet ของมันต้องหล่นเกลื่อนหน้าปากโพรงรัง เราจึงต้องหาโพรงมันให้พบ แต่จนแล้วจนรอด เราก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะพบโพรงนอนของมันแต่อย่างใด  ทีนี้ เราเลยเริ่มสังเกต ตั้งแต่ก่อนค่ำ จากการสังเกตพบว่า ไม่เกินเวลา 17.30 น. นกเค้าจุดจะเริ่มออกมาเกาะนอกที่พักนอน (ซึ่งในนกเค้าจุดคู่นี้ คาดว่า น่าจะอาศัยหลบนอน บริเวณซอกหลังคาของอาคารหอประชุมใหญ่โดยเราก็จนปัญญาไม่รู้จะขึ้นไปได้อย่างไร) โดยนกจะเกาะสายไฟของตัวอาคาร มักเกาะนิ่งเป็นเวลานาน จะมีพฤติกรรมระหว่างนั้น ก็เป็นการหมุนคอไปมา ไซร้ขน เกาหน้า เกาปากด้วยตีน หรือกรีดปีกเหยียดแข้งขา บิดขี้เกียจอุ่นเครื่องก่อนออกหากิน ซึ่งราวๆ เวลา ไม่เกิน 18.30 น.เมื่อความมืดปกคลุมไปทั่วบริเวณ มันทั้งคู่จะโผบินไปเกาะยังกิ่งนนทรี จ้องจับเหยื่อที่ประจำของมัน มากันที่นกเค้าจุดกลุ่มที่ 2 ผมเคยพบนกเค้าจุดคู่นี้ อาศัยอยู่ในโพรงไม้ ที่ยืนต้นเดียว อยู่บริเวณหน้าอาคารเทพศาสตร์สถิตย์ บริเวณนั้น ไม่มีกลุ่มต้นไม้เลย เมื่อช่วงต้นปีนี้ ในช่วงก่อนค่ำ นกทั้งคู่ บินไปเกาะยังสายไฟอีกฝั่งถนนตรงข้ามโพรงรัง แถมยังได้เห็นพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของมันด้วย แต่ในช่วงที่ทำการศึกษานี้ ยังไม่เจอนกคู่นี้เลย สักครั้งเดียว! ดังนั้น เราจึงสังเกตพฤติกรรมของนกเค้าจุด ได้เพียง 5 ตัวเท่านั้น เพราะเราไม่พบนกกลุ่มที่ 2 อีกเลย ส่วนนกกลุ่มที่ 3 มีด้วยกันทั้งหมด จำนวน 3 ตัว อาศัยอยู่บริเวณกลุ่มต้นจามจุรี (Albizia lebbeck) บริเวณข้างสนามกีฬาอินทรีย์จันทรสถิตย์ นกกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เรามีข้อมูลมากที่สุดครับ เนื่องด้วยนกไม่ค่อยตื่นกลัวคนสักเท่าไหร่ เพียงแต่เพ่งทำตาโต ซึ่งโตอยู่แล้ว จ้องมองในครั้งแรกแค่นั้น เราสามารถสังเกตพวกมันได้ในระยะใกล้ทีเดียว บางครั้งห่างกันไม่ถึงห้าเมตรด้วยซ้ำ เราพบพฤติกรรมที่น่าสนใจก็คือว่า เราพบมัน (แอบ) หลับ ให้เสียชื่อนกกลางคืนด้วย ช่วงวันดังกล่าว เราเฝ้าสังเกต ในเวลาประมาณสี่ทุ่มกว่า เราพบมันหลับอย่างนิ่งสนิท จนเราสามารถถ่ายภาพได้ในระยะที่ใกล้มากๆ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับ จากการสอบถามนักวิจัยที่ทำการวิจัยกลุ่มนกเค้าแมวนี้ ได้บอกว่า นกเค้าจุดนั้น ปรับพฤติกรรมที่ออกหากินในเวลากลางวันด้วย ข้อมูลการกินอาหารที่เราพบ ขณะเฝ้าสังเกตก็คือ สัตว์ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง เป็นสัตว์กลุ่มนก เจ้านกกางเขน เกือบโชคร้ายเสียแล้ว นกเค้าจุดตัวหนึ่งจะจับมันหม่ำเสียแล้ว แต่บังเอิญ โชคดีของนกกางเขนตัวนั้น ที่มีคนเดินมาแล้วนกเค้าจุด คงตกใจเลยปล่อยเหยื่อไป อีกครั้งหนึ่ง คือ มันจับแมลง ในอันดับ Orthoptera จำพวกตั๊กแตนกิน ไม่ได้โฉบจับเอา แต่ตั๊กแตนเกาะอยู่บนกิ่งไม้อยู่แล้ว มันก็เลยจับกินบนนั้นเสร็จสรรพ นอกจากการเกาะรอเหยื่อแล้ว การลงโฉบจับ ยังมีรายงานด้วยว่า ในบางครั้ง จะส่งเสียงร้องให้เหยื่อตกใจออกจากที่ซ่อน เมื่อพบเหยื่อจะบินไปโฉบจับด้วยกรงเล็บ เมื่อเหยื่อตายจึงใช้ปากคาบเหยื่อ แล้วกลืนกิน จากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมมันจะมีกิจกรรม จนเกือบถึงช่วง 06.00น. สลับกับการจับเหยื่อกินอาหาร ก็เป็นพฤติกรรมความสัมพันธ์ระหว่างชนิดเดียวกัน เช่น มีการไซ้ขนให้กัน คลอเคลีย  แล้วก็มีบางช่วงที่มันร้องเป็นเสียงแหลมหลายเสียง เช่น “ชีเออ –ชีเออ-ชีเออ” “ชีวัก-ชีวัก-ชีวัก” แต่มีพฤติกรรมที่ทีมสำรวจยังไม่รู้สาเหตุว่า มันทำอย่างนั้นไปทำไม ก็คือ อาการอ้าปาก เหมือน ‘หาว’ อยู่บ่อยๆ
จนแล้วจนรอด เราก็ยังไม่มี pellet ในมือ เพื่อการวิเคราะห์ชนิดอาหารที่มันกินสักที เพราะยังหาโพรงรังที่มันเกาะนอนไม่ได้สักรัง แต่อาหารของนกเค้าจุดเท่าที่มีรายงาน คือ แมลงขนาดใหญ่ เช่น ด้วงปีกแข็ง ผีเสื้อกลางคืน ตั๊กแตน เป็นต้น นอกจากนี้ มันยังกิน ตัวหนอน กิ้งก่า หนู และนกขนาดเล็ก อาหารหลากหลายขนาดนี้ เห็นได้เลยว่า เจ้านกเค้าจุด เป็นนกนักล่า ที่คอยควบคุมปริมาณสัตว์ขนาดเล็กๆ ที่มันกินเป็นอาหาร ให้มีปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป จนเป็นปัญหากับระบบนิเวศ

ภัยคุกคามนกเค้าจุด

แม้มีอาหารให้กินอย่างพอเพียง และที่อาศัยหลบนอน แต่ชีวิตของนกเค้าจุด ก็ใช่ว่าจะไม่ถูกคุกคาม ไม่ต่างกันกับสัตว์ป่าชนิดอื่นๆ ที่ถูกคุกคาม จากสัตว์มนุษย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เราลองมองดูกันสิว่า ภัยคุกคามความอยู่รอดของนกเค้าจุดมีอะไรบ้าง
1.    ความเชื่อที่ผิด ที่ฝังรากลึก เช่นเดียวกับเชื่อว่า นกแสกเป็น ‘นกผี’ นกในกลุ่มนกเค้าแมว ทั้งหมด โดนเหมารวมว่า เป็นตัวแทนของภูตผีไป จึงทำให้นกกลุ่มนี้ จำนวนไม่น้อยต้องลาโลกไปก่อนวัยอันควร ด้วยความเชื่อที่ผิดของมนุษย์ที่ฆ่าพวกมันเสีย
2.    พื้นที่อาศัยของนกเค้าจุด แม้ว่า นกเค้าจุดจะสามารถปรับตัวอยู่อาศัยในแหล่งชุมชนได้ดีก็ตาม แต่หากพื้นที่ที่เคยอาศัย เกาะนอน พื้นที่ล่าเหยื่อหาอาหาร ถูกแปรสภาพไป ก็อาจส่งผลกระทบต่อนกเค้าจุดโดยตรง เช่น อาหารที่เคยล่าลดลง ที่เกาะนอนไม่มี โพรงรังไม่มีไว้เลี้ยงลูกน้อย เป็นต้น
3.    การลักลอบจับนกไปขาย สิ่งนี้ เป็นมะเร็งร้ายต่อการอนุรักษ์นกป่าในบ้านเราและทั่วโลกอย่างมาก นกกลุ่มนกเค้าแมว ด้วยความที่ตาโต ตัวกลมๆ ดูน่ารัก บางชนิดอย่างนกเค้ากู่ ที่มีขนยาวบนหัว คล้ายหู ก็ถูกจับไปขายไม่ต่างกัน โดยเฉพาะในโซนตลาดนัดจตุจักร พลาซ่าที่มีการขายสัตว์เลี้ยง มีนกพวกนี้ขายอยู่มากมายทีเดียว เป็นภาพที่หดหู่น่าเวทนา นกเค้าแมวบางตัวที่นำมาขาย หลับพิงกรงราวกับนกตาย
4.    มีไม่น้อย ที่นกและสัตว์ป่า ต้องจบชีวิตหรือโดนสตั๊ฟฟ์เก็บไว้บนถนน ด้วยยางรถยนต์ เป็นประจำครับ ที่เราพบร่างไร้ชีวิตของนกหรือสัตว์ป่าตามถนน อย่างนก –หลายคนอาจบอกว่า ไม่หรอกมั้ง มันมีปีก บินหนีทันอยู่แล้ว  ไม่จริงเลยครับ เมื่อเทียบกับความเร็วของยานยนต์ นกเค้าจุดที่ลงโฉบเหยื่อกลางถนน แล้วทันใดแสงจ้าของรถก็ส่องเข้าเต็มตา แล้วรถยนต์ก็นำพาวิญญาณของมันหลุดลอย

กล่าวมาจนถึงตรงนี้ เราคงเห็นแล้วว่า นกเค้าจุด นักล่าแห่งรัตติกาลกลางกรุง ชนิดนี้ เกิดมาเพื่อทำหน้าที่ที่ธรรมชาติมอบให้อย่างแท้จริง หากขาดนกเหล่านี้ไป ‘ความพอดี’ ของสัตว์ที่มันกินเป็นเหยื่อก็จะไม่มี ปริมาณสัตว์ดังกล่าว ไม่ว่า แมลง หรือหนูหากมีมากไป โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่ขาด ‘ความสมดุล’ อยู่แล้ว เชื่อได้หรือไม่ว่า มันจะไม่ส่งผลต่อมนุษย์ ความอยู่รอดของนกนักล่าราตรีชนิดนี้ ขึ้นอยู่กับพวกเรา—ไม่ยาก เพียงลดภัยคุกคามที่กล่าวมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตทั้งหลายเหล่านี้ ก็คือชีวิตที่มีสิทธิอันชอบธรรมในการอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับเรา

เรื่อง: อุเทน ภุมรินทร์ ภาพ: ศุภศิษย์ ศรีอักขรินทร์, อัครวัช สมไกรสีห์

ขอขอบคุณ
- เฉลิมชัย อู๋จันทร์  จิรัชย์ คำอ้าย  อิศรินทร์ สุขประเสริฐ  วราภรณ์ จี๋โปทา  พัชราภรณ์ จินเต : ทีมงานเก็บข้อมูล ‘นกเค้าจุด’ และ คุณศุภศิษย์ ศรีอักขรินทร์  คุณอัครวัช สมไกรสีห์ : ถ่ายภาพ
เอกสารอ้างอิง
คำรณ เลียดประถม . 2551. พฤติกรรมการทำรังวางไข่และอุปนิสัยการกินอาหารของนกเค้ากู่ (Otus bakkamoena Pennant) ในจังหวัดจันทบุรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ.
คำรณ เลียดประถม. 2552. บันทึกนกเค้าแมว. แอดวานซ์ ไทยแลนด์ จีโอกราฟฟิค 14(117) : 38-77.
ฟิลลิป ดี ราวด์ และคณะ. 2551. นกแหลมผักเบี้ย. มูลนิธิชัยพัฒนา. กรุงเทพฯ. 288 น.
โอภาส ขอบเขตต์. 2542. นกเมืองไทย เล่ม 2. สารคดี, กรุงเทพฯ

การเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org

หาก ต้องการเผยแพร่บทความจาก Thaiwildlife.org ให้อ้างอิง ชื่อผู้เขียน,เอกสารอ้่างอิง และ ที่อยู่ URL ของบทความนั้นๆ บน Home page  thaiwildlife.org ด้วยทุกครั้ง ตามลิขสิทธิ์หลักของ Creative Commons

6 ความเห็น »

  1. ""กาฮัง"" Says:

    นกเค้าจุดออกไปหากินนอกรั้วมหาวิทยาลัยบ้างมั้ยครับ?

    แถวๆร้านลุงไก่อ่ะครับ

    ขอบคุณมากสำหรับมุมมองใหม่ๆและความรู้ที่เป็นประโยชน์นะ

    “นายก”

    comment-bottom
  2. pooka_wildlife29 Says:

    ขอบคุณสำหรับความรู้เรื่องนกเค้าจุดนะจ๊ะ นี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่แสดงให้เห็นว่าเรากำลังจะมีผู้ร่วมอนุรักษ์สัตว์ป่าเพิ่มขึ้นในอีกไม่ช้านี้

    comment-bottom
  3. Pas_sakorn Says:

    รูปสวย

    comment-bottom
  4. tono_pwrs Says:

    เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ
    รีบมาช่วยกันอนุรักษ์
    สัตว์ป่านะจ๊ะ
    “นายกเอาคิดไปสอยนกมาหรือ”

    comment-bottom
  5. คะเนียง Says:

    เขียนมาให้อ่านบ่อยๆนะกระทิง ว่าแต่ปัญหาพิเศษเสร็จแล้วใช่มั้ย?

    comment-bottom
  6. pooh Says:

    ที่บ้านเลี้ยงฮูกนะฮั้บ

    comment-bottom

RSS feed สำหรับความเห็นต่อเรื่องนี้ TrackBack URL

ใส่ความเห็น